ตำนานเกาะขามน้อยสถานที่สุสานขนาดใหญ่

สำหรับเกาะขามน้อยตั้งอยู่ที่อำเภอสีชังจังหวัดชลบุรีเป็นเกาะขนาดเล็กที่อยู่ใกล้ๆกับเกาะสีชังหากเราเดินทางมาจากพัทยาก็จะใช้ระยะเวลาประมาณ1ชั่วโมงแ

ซึ่งในปัจจุบันนี้จะมีนักท่องเที่ยวจ้างเรือของชาวบ้านออกมาตกปลาหรือว่าจับสัตว์ทะเลอยู่บ้างแต่ส่วนใหญ่เขาก็จะมาในช่วงตอนกลางวันเพราะว่าเกาะขามน้อยยังมีอีกชื่อหนึ่งที่เรียกก็คือเกาะผีนั่นเองเหตุที่เกาะแห่งนี้ได้มีอีกชื่อหนึ่งว่าเกาะผีนั่นมันก็มาจากตำนานความหลอนของเกาะแห่งนี้

โดยในความหลอนของเกาะแห่งนี้จะลดน้อยลงไปจากอดีตลงไปมากแล้วเพราะว่าเกาะแห่งนี้เคยได้ทำพิธีล้างป่าช้าไปแล้วด้วยกันหลายครั้งแต่ก็คงจะไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปรบกวนเหล่าดวงวิญญาณที่ได้สิงสถิตที่แห่งนี้อยู่ดีหากเพื่อนคนไหนเคยได้ไปเที่ยวที่เกาะสีชังบริเวณรอบๆของเกาะสีชังจะประกอบไปด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยอยู่

เนื่องจากนี้ในแต่ละเกาะก็มักจะมีที่ให้พักพิงหลบแดดหลบฝนสำหรับชาวบ้านอยู่บ้างแต่มันจะไม่ใช่กับเกาะขามน้อยถ้าเพื่อนๆได้สังเกตดูดีๆเกาะจะมีลักษระขนาดเล็กๆที่มีสภาพค่อนข้างที่จะรกร้างมากจากคำบอกเล่าของชาวบ้านแล้วก็ชาวเลที่ทำมาหากินในแถวบริเวณนั้นต่างก็เชื่อกันว่าที่ดินบนเกาะแห่งนั้นเป็นที่อาถรรพ์ที่เรื่องลือเกี่ยวกับความน่ากลัวจนไม่มีใครที่อยากจะมาที่เกาะแห่งนี้ในยามค่ำคืนเลยทีเดียว

ดังนั้นแล้วเรื่องมันได้มาจากที่เกาะแห่งนี้ได้เป็นแหล่งรวมของสุสานจีนสุสานอิสลามอีกทั้งยังเคยเป็นที่ที่ทิ้งศพจากคดีฆาตกรรมไม่ว่าจะเป็นคดีฆ่าคนตายหรือว่าคดีข่มขืนอยู่หลายคดีด้วยกันอีกทั้งบนเกาะแห่งนี้เราจะสามารถพบเจอเศษซากโครงกระดูกของมนุษย์อยู่ใต้ผืนทรายแห่งนี้เต็มไปหมดเลย

ซึ่งถ้าหากว่าเราย้อนกลับไปในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่สองบริเวณที่แห่งนี้เป็นสถานที่ทีทหารอเมริกันได้เข้ามาตั้งฐานทัพเรืออยู่ที่แห่งนี้โดยได้ยึดเอาเกาะตาพงที่อยู่ทางทิศใต้ของเกาะผีแห่งนี้ไว้เป็นที่จอดเรือรบที่มีขนาดใหญ่นั่นเอง

เนื่องจากว่าร่องน้ำบริเวณนี้ค่อนข้างลึกพอที่จะจอดเรือรบขนาดใหญ่ได้นั่นเองและในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เองก็ได้เกิดเหตุการไขป่าระบาดอย่างรุนแรงทำให้ผู้คนที่ได้อยู่บริเวณนั้นตายเป็นจำนวนมากและศพของทหารอเมริกันได้ถูกนำเอามาฝังที่เกาะขามน้อยแห่งนี้

 

สนับสนุนโดย.    ทางเข้า ufabet ภาษาไทย

Continue Reading

ฮ่องเต้ในประวัติศาสตร์จีนคือใคร?

ซึ่งหลังจากขงจื๊อได้ออกเดินทางหาเจ้านายสักคนขงจื๊อก็ได้เสียชีวิตลงและบรรดาลูกศิษย์ก็ได้จดจำคำสอนของขงจื๊อเรื่อยมาจากนั้นขงจื๊อก็ได้เสียชีวิตลงไปไม่กี่ปีสังคมจีนก็ได้เข้าสู่ในยุคใหม่ที่มีชื่อว่า ยุคจ้านกั๋ว หากจะแปลตรงๆก็คือยุคที่พวกนครรัฐต่างๆได้รบกันอย่างโหดร้ายเลยเป็นช่วงระยะเวลาที่วุ่นวายกว่ายุคของชุนชิวซะอีกเจ้าเมืองทุกคนต่างก็อยากจะได้ที่ปรึกษาที่ดีมีลัทธิปรัชญาต่างๆในยุคมีลัทธิปรัญาต่างในยุคนี้เกิดขึ้นมาอีกหลายลัทธิมีนักปรัญาในลัทธิขงจื๊อหลักๆที่เกิดขึ้นในยุคนี้2คนก็คือ เม่งจื๊อ และ ซุนจื๊อ 

ซึ่งเม่งจื๊อก็เชื่อว่าคนเราเกิดมาก็เป็นคนดีโดยธรรมชาติถ้าผู้ปกครองปกครองโดยเมตตา แล้วประชาชนก็จะเป็นรากฐานของบ้านเมืองบ้านเมืองก็จะอยู่ในกฎระเบียบเอง

ส่วนซุนจื๊อนั้นเขาได้คิดว่าความดีงามของมนุษย์นั้นไม่ได้มีอยู่โดยธรรมชาติเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองที่จะต้อวางกฎระเบียบที่จะสอนให้ประชาชนมีคุณธรรมแม้สองคนนี้จะคิดต่างกันในเรื่องธรรมชาติของมนุษย์แต่ทั้งเม่งจื๊อและซุนจื๊อก็เน้นความสำคัญของการตั้งกฎระเบียบและการสอนให้ประชาชนทำตามกฎระเบียบ

นอกจากนี้ในยุคจ้านกั๋วลัทธิขงจื๊อก็ยังไม่ถูกใจพวกเจ้านายสักทีแนวคิดที่พวกเจ้านายนิยมมากที่สุดคือแนวคิดที่เรียกว่าลิทธิฝ่าจริงๆแล้วลัทธิฝ่าพัฒนาจากลัทธิขงจื๊อนั่นแหละนักการเมืองลัทธิฝ่าบางคนยั้งเป็นนักเรียนของซุนจื๊อด้วยทั้ลัทธิขงจื๊อและลัทธิฝ่าก็เน้นความสำคัญของการตั้งกฎระเบียบและการทำตามระเบียบในสังคมแต่ที่ต่างกันก็คือ ลัทธิฝ่าเสนอให้ใช้กฎหมายที่เข้มงวดและได้ใช้การลงโทษอย่างรุนแรงเพื่อให้ประชาชนเชื่อฟัง

เนื่องจากนี้ที่นครรัฐแรกที่เอาแนวคิดของลัทธิฝ่ามาใช้จนสำเร็จในตอนนั้นก็คือนครรัฐฉิน เมื่อ221ปีก่อนคริสตกาลต่อมาเจ้าเมืองฉินก็รบชนะอีกหกเมืองตั้งราชวงศ์ฉินขึ้นมาและตั้งตัวเองเป็นฮ่องเต้คนแกในประวัติศาสตร์จีน

ซึ่งก็คือจิ๋นซีฮ่องเต้หรือฉินฉื่อหฺวังตี้ที่เรารู้จักการปกครองด้วยความรุนแรงของจิ๋นซีฮ่องเต้จึงทำให้เขานั้นโดนพวกบัณฑิตลัทธิขงจื๊อวิพากย์วิจารณ์อย่างหนักจึงได้เกิดเหตุการณ์ที่ฮ่องเต้สั่งให้ปราบปรามลัทธิขงจื๊อที่เรียกว่าเผาตำราฝังบัณฑิต

จากนั้นราชวงศ์ฉินอยู่ได้ไม่กี่ปีก็เป็นอันล้มไปเพราะว่ามีการต่อต้านจากสังคมช่วงหลังก็มีราชวงศ์ฮั่นขึ้นมาแทนลัทธิขงจื๊อก็ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาเรื่อยๆ

ในสมัยจักรพรรดิฮั่นอู่ฮ่องเต้คนที่7ของราชวงศ์ฮั่นได้รับคำแนะนำจากนักคิดที่ชื่อว่า ต่ง จ้งซู โดยต่ง จ้งงซูได้เอาแนวคิดของลัทธิขงจื๊อผสมกับแนวคิดบางส่วนจากลัทธิฝ่าและลัทธิเต๋ากลายเป็นลัทธิขงจื๊อรุ่นใหม่

 

สนับสนุนโดย.  ทางเข้า ufabet ภาษาไทย

Continue Reading

ประวัติการสร้างพระธาตุ กล่องข้าวน้อย

       ที่จังหวัดยโสธรใครที่เคยเดินทางไปเที่ยวที่จังหวัดนี้จะเห็นว่าที่บ้านตาดอยู่ในเขตอำเภอเมืองนั้นจะมีพระธาตุองค์หนึ่งตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงบริเวณกลางทุ่งนา ซึ่ง พระธาตุนี้มีชื่อว่าปากคลอง  แต่โดยส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านเรียกกันว่าพระธาตุก่องข้าวน้อย  สำหรับประวัติความเป็นมาในการสร้างพระธาตุแห่งนี้ว่ากันว่าในสมัยก่อนนั้นต้องบริเวณพื้นที่นี้เป็นเพียงแค่ทุ่งนากว้างใหญ่ไพศาลเพียงเท่านั้น

รอตั้งนานนี้เป็นของเศรษฐีคนหนึ่งที่มีการปล่อยให้ชาวบ้านนั้นได้เช่าเอาไว้ทำมาหากิน โดยในตอนนั้นได้มีแม่ลูกคู่หนึ่งได้มีการเช่าที่นา ของเศรษฐีคนดังกล่าวไว้เพื่อเอาไว้ทำมาหากิน

       โดยในทุกๆเช้าลูกชายจะมีหน้าที่ออกไปทำงานตั้งแต่เช้ามืดส่วนแม่ของเขาซึ่งเป็นชราภาพมากแล้วก็จะคอยหุงหาอาหารหลังจากทำเสร็จแล้วก็จะนำไปให้ลูกชายกินที่บริเวณกลางทุ่งนาซึ่งวิถีชีวิตของพวกเขานั้นเป็นแบบนี้เป็นประจำแต่แล้วอยู่มาวันหนึ่งขณะที่ลูกชายของเขาออกไปทำงานตามปกตินั้นปรากฏว่าด้วยความชราภาพของแม่จึงเกิดเป็นลมกว่าจะฟื้นคืนสติขึ้นมาก็สายมากแล้วหลังจากนั้นนางก็รีบหุงหาอาหารเพื่อเอาไปให้ลูกชายกิน   

        ส่วนทางด้านลูกชายของนางนั้นจากแม่ที่จะเตรียมไปให้ตั้งแต่เช้ายันสายก็ยังไม่ได้กินจนเกิดความรู้สึกหิวเป็นอย่างมากและเมื่อเห็นแม่ค่อยๆเดินมาหาก็เกิดความรู้สึกหงุดหงิดยิ่งไม่เห็นกับข้าวที่แม่เตรียมเอามาให้มีเพียงแค่น้อยนิดเท่านั้นก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจเกรงว่ากินเข้าไปแล้วจะไม่อิ่มและด้วยความโมโหจึงได้ใช้ ไม้ที่อยู่ใกล้ๆมือ ฟาดไปที่ร่างของแม่จนทำให้แม่นั้นตกลงหลังจากนั้นลูกชายก็ไปกินข้าว  จนเมื่อเขากินอิ่มแล้วก็เห็นว่าข้าวที่แม่เตรียมมาให้น้ำยังไม่หมดหลังจากนั้นเขาจึงสมนึกได้ว่าได้ทำร้ายแม่จึงเข้าไปดูแม่แต่ปรากฏว่าแม่ของเขาเสียชีวิตแล้ว

        ทำให้เขาเสียใจเป็นอย่างมาก  เมื่อรู้ตัวว่าตัวเองได้ฆ่าแม่ตายแล้ว ก็เกิดการสำนึกผิดเขาจึงได้มีการทำพิธีเขาส่งให้กับแม่ของเขาและได้ชักชวนชาวบ้านรวมถึงญาติพี่น้องของเขานั้นช่วยกันนำก้อนอิฐมาสร้างเป็นพระธาตุเจดีย์เอาไว้ตรงบริเวณที่แม่ของเขาเสียชีวิตหลังจากนั้นก็นำมติของแม่ของเขาใส่ไปในพระธาตุและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพระธาตุเจดีย์ก็อยู่ที่นี่มาตั้งแต่นั้นจนมาถึงปัจจุบันนี้จึงทำให้พระธาตุเจดีย์แห่งนี้มีการเรียกชื่อว่าพระธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่

 

สนับสนุนโดย  แทงมวยยกต่อยก

Continue Reading

ตำนาน บึงตาเพชร จังหวัดสุพรรณบุรี 

              ที่จังหวัดสุพรรณบุรีมีบึงขนาดใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งปัจจุบันนี้มีการเรียกชื่อกันว่าบึงตาเพชรเลยบึงแห่งนี้อยู่ในเขตพื้นที่ของอำเภอบางปลาม้าและบึงแห่งนี้ ได้มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับที่มาของชื่อซึ่งบึงแห่งนี้นั้นชาวบ้านพากันเรียกว่าวังตาเพชรส่วนสาเหตุที่มีการเรียกชื่อวังตาเพชรได้มีการเล่าขานออกมาเป็นตำนานนิทานว่าในสมัยก่อนนั้นมีชายคนหนึ่งซึ่งเป็นชายแก่เขาเป็นผู้ที่มีความเก่งกล้าเป็นผู้ที่ร่ำเรียนวิชาอาคมต่างๆ

สามารถกลายร่างเป็นสัตว์อะไรก็ได้โดยชายแก่คนนี้ชื่อว่าตาเพชรเขามีภรรยาอยู่ด้วยกันหนึ่งคนซึ่งเขารักใคร่ภรรยาของเขานั้นเป็นอย่างดีบ้านของตาเพชรนั้นจะอยู่ตรงข้ามกับวัดโดยมีแม่น้ำขนาดใหญ่ขวางกั้นอยู่ซึ่งปกติแล้วตาเพชรและภรรยามักจะเดินทางไปทำบุญที่วัดอยู่เป็นประจำ 

โดยการข้ามสั่งจากบ้านของตาเพชรไปที่วัดนั้นส่วนใหญ่แล้วตาเพชรจะร่ายคาถาอาคมกลายร่างตนเองไม่เป็นจระเข้และให้ภรรยานั้นนั่งอยู่บนหลังแล้วพาภรรยาลอยคลองข้ามแม่น้ำไปที่วัดซึ่งตาเพชรจะสามารถกลายร่างเป็นคนได้โดยการที่จะต้องเอาน้ำมนต์ราดที่หัวของจระเข้โดยทุกครั้งที่ตาเพชรแปลงร่างเป็นจระเข้ก็จะมีการเตรียมขันน้ำมนต์เอาไว้ให้ภรรยาถือ

เพื่อที่เมื่อไปถึงฝั่งทางด้านวัดก็จะได้มีการให้ภรรยานำเอาน้ำมนต์ราดที่หัวแล้วก็จะได้กลายร่างเป็นคนซึ่งตาเพชรและภรรยาก็ทำแบบนี้เรื่อยมาอยู่มาวันหนึ่งในขณะที่ตาเพชรกลายร่างเป็นจระเข้พาภรรยาข้ามฟากไปที่วัดเพื่อทำบุญนั้นระหว่างทางแม่น้ำเจ้าพระยาเกิดทำขันน้ำมนต์ 6 ลงแม่น้ำทำให้ไม่มีน้ำมนต์ที่จะมาลากที่หัวของจระเข้ตาเพชรให้กลายร่างกลับมาเป็นคน

และก็ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือในการเสกให้ตาเพชรกลับกลายร่างมาเป็นคนได้ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาตาเพชร ก็กลายเป็นจระเข้อยู่ในคลองแห่งนั้นเรื่อยมาไม่สามารถกลับมาเป็นคนได้อีก และจระเข้ตาเพชรก็วนเวียนอยู่ภายในบึงแห่งนั้นเรื่อยมาจนหมดอายุขัยจึงได้ตายไปนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเบิ่งดังกล่าวจึงถูกชาวบ้านเรียกกันว่าบึงตาเพชรหรือวังตาเพชรนั่นเอง

สำหรับเรื่องเล่าของวังตาเพชรนี้ เป็นเรื่องเล่าของชาวบ้านที่มีการเล่าขานกันให้ลูกหลานได้ฟังโดยเราเป็นเรื่องของนิทานก่อนนอนให้เด็กๆฟังซึ่งปัจจุบันนี้ตำนานนิทานวังตาเพชรยังคงมีการเล่าขานกันอยู่และนิทานเรื่องวังตาเพชรนี้ก็อยู่ในตำนานของจังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรีนั้นยังมีอีกหลายตำนานที่พูดถึงสถานที่ต่างๆว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร

 

สนับสนุนโดย    บาคาร่าเว็บไหนดี

Continue Reading

เกาะร้างฮาชิมะ ที่ประเทศญี่ปุ่น

            ที่ประเทศญี่ปุ่น ในจังหวัด นางาซากิ  ได้มีเกาะแห่งหนึ่งเป็นเกาะกลางทะเล ซึ่งเกาะแห่งนี้ เป็นเกาะที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก โดยชื่อเสียงที่คุณรู้จักกันนั้น ส่วนใหญ่เล่ากันว่าเกาะร้างแห่งนี้เป็นเกาะที่เกี่ยวข้องกับผีสิง เป็นเกาะที่มีความน่ากลัว และผู้คนต่างก็ไม่อยากมาที่เกาะแห่งนี้กันเลยทีเดียว แต่เดิมนั้นเกาะร้างฮาชิมะแห่งนี้ไม่ได้เป็นเกาะร้าง

แต่เป็นเกาะที่มีการสร้างเอาไว้เพื่อเป็นสถานที่กักตัวนักโทษ โดยเป็นนักโทษในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ดังนั้นนักโทษที่เคยอยู่บนเกาะร้างฮาชิมะนั่นก็คือกลุ่มนักโทษชาวจีนและนักโทษชาวเกากลีใต้  โดยนักโทษดังกล่าวนั้นจะมีการถูกทหารญี่ปุ่นบังคับให้ไปทำเหมืองถ่านหิน และในช่วงที่มีการขังนักโทษที่เอาไว้ทำเหมืองถ่านหินนั้น

ก็จะมีนักโทษที่เสียชีวิตอยู่บนเกาะนั้นหลายคน บางคนเสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่บางคนก็ทำงานหนักจนเสียชีวิต หลังจากที่หมดช่วงสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว บนเกาะดังกล่าวไม่มีคนอยู่ หลังจากนั้น ได้มีบริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศญี่ปุ่นมาซื้อเกาะดังกล่าวนี้เอาไว้  ซึ่งบริษัทที่ซื้อเกาะแห่งนี้คือ บริษัทมิตซูบิชิ

  โดยทางผู้บริหารของบริษัทมีความตั้งใจที่จะมีการทำงานเหมืองถ่านหินต่อ เพราะที่นี่เป็นเหมืองขนาดใหญ่ แต่ผ่านไปไม่นานทางบริษัทมิตซูบิชิก็ได้ประกาศปิดเหมืองถ่านหินนี้ลง เนื่องจากว่าเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของประเทศญี่ปุ่น ทำให้คนญี่ปุ่น ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้งานจากพลังงานของถ่านหินอีกต่อไป ดังนั้นผู้บริหารของมิตซูบิชิจึงได้สั่งคนงานที่อยู่บนเกาะฮาซิมะทั้งหมด ออกมาจากเกาะและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเกาะฮาชิมะจึงได้กลายมาเป็นเกาะร้าง ซึ่งตอนนี้ไม่มีคนเข้าไปที่เกาะดังกล่าวอีกเลย เพราะเกาะดังกล่าวเป็นของเอกชน รัฐบาลจึงไม่ได้เข้ามาปรับปรุงเกาะ

ทำให้บนเกาะฮาชิมะ ไม่มีสิ่งก่อสร้างใหม่ใหม่และยังไม่มีสิ่งที่มีชีวิตอยู่บนเกาะ ขนาดที่ว่าต้นไม้ก็ไม่ขึ้นที่เกาะนี้อีกเลย ทำให้เกาะนี้ยิ่งดูน่ากลัว เพราะตึกและอาคารมีความเก่าและชำรุดทรุดโทรม เนื่องจากไม่มีใครมาบูรณะ ก่อนหน้านี้เคยมีการเล่าลือกันว่าเคยมีภาพยนต์เรื่องหนึ่งมาขอถ่ายทำรายการบนเกาะ และตอนที่มีการถ่ายทำหนังกันอยู่นั้น มีนักแสดงบางคนมีอาการประหลาดคล้ายกับว่ามีวิญญาณสิงร่าง

ซึ่งนักแสดงที่ถูกผีสิงนั้นได้บอกว่าเธอเชื่อว่าที่นี่น่าจะมีวิญญาณอยู่หลายดวง และยังต้องเป็นวิญญาณอาฆาตอย่างแน่นอนทำให้หลังจากเรื่องนักแสดงถูกผีสิงก็ยิ่งไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เกาะอีกเลย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  คาสิโนสด

Continue Reading

ตำนานตุ๊กตา ซารีต้า

ในปี 2017 ได้มีครอบครัวชาวเปรูอยู่ครอบครัวหนึ่งพวกเขาได้มีการถ่ายคลิปและมีการแชร์คลิปดังกล่าวโดยบอกว่าเป็นการถ่ายคลิปตุ๊กตาอาถรรพ์ พวกเขาบอกว่าพวกเขาเป็นเจ้าของตุ๊กตาอาถรรพ์ตัวนี้ด้วยเขาถ่ายคลิปเสร็จแล้วนำไปแชร์ลงบน youtube ส่วนผู้ที่ถ่ายคลิปตุ๊กตาตัวดังกล่าวและเป็นเจ้าของตุ๊กตาด้วยเธอมีชื่อว่า ไอวอน โนเนต 

โดยเธอได้บอกถึงที่มาของตุ๊กตาอาถรรพ์ตัวดังกล่าวว่าเธอได้ตุ๊กตาตัวนี้มาจากหลานสาวของเธอก่อนที่หลานสาวของเธอจะเสียชีวิตเมื่อ 7 ปีที่แล้ว และเธอได้ใช้ตุ๊กตาอาถรรพ์ตัวนี้เป็นตัวแทนของหลานสาวของเธอที่เสียชีวิตไปแล้ว สำหรับตุ๊กตาอาถรรพ์ตัวนี้ ไอวอน โนเนต ได้มีการตั้งชื่อให้กับตุ๊กตาตัวนี้ว่า ซารีต้า ซึ่งตุ๊กตาตัวดังกล่าวนั้นมีเส้นผมสีบลอนด์และมีตาสีน้ำเงินออกฟ้า และที่สำคัญตุ๊กตา ซารีต้า ตัวนี้ มีปุ่มกดอยู่ที่กลางหน้าอกของเธอด้วย

ซึ่งปุ่มกดดังกล่าวนั้นมีการบันทึกเสียงเอาไว้ซึ่งถ้าหากใครไปกดจะได้ยินเสียงตุ๊กตาพูดว่าพ่อของเรา  และ ไอวอน โนเนตได้เล่าถึงความลี้ลับ และความแปลกประหลาดของตุ๊กตาตัวนี้ว่าบางครั้งบ้านตุ๊กตา ซารีต้า วางอยู่ตัวเดียวซึ่งไม่มีใครไปโดนตุ๊กตาเลยกลับพบว่ามีเสียงตุ๊กตาร้องออกมาว่าพ่อของเราขึ้นมาเอง และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งไปกว่านั้นก็คือระบบเขาวางตุ๊กตาไว้ที่บริเวณไหนในช่วงเวลากลางคืนตื่นเช้าขึ้น

มาตุ๊กตาจะไม่อยู่ที่เดิม และ ไอวอน โนเนต ยังเล่าอีกว่าเธอมีลูกลูกทั้งหมด 3 คนเล่นเด็กๆทั้ง 3 คนนั้นมักจะพบเจอเหตุการณ์ประหลาดนั่นก็คือเมื่อตื่นเช้าขึ้นมาตามร่างกายของเด็กน้อยทั้ง 3 คนนั้นจะมีร่องรอยการถูกขีดข่วนทั่วตามร่างกายเลยทีเดียว  และ ไอวอน โนเนต  ยังเล่าต่ออีกว่าลูกสาวคนโตของเธอชื่อว่าแองจี้ชอบมาเล่าให้เธอฟังว่าในช่วงเวลาตอนกลางคืนในขณะที่แองจี้กำลังนอนอย่างนั้นที่มักจะรู้สึกว่าตุ๊กตาตัว

ดังกล่าวมักจะจ้องมองมายังที่แองจี้ จากมุมใดมุมหนึ่งของห้องในช่วงเวลาตอนกลางคืน เด็กๆได้ร้องขอให้แม่ของพวกเขาหนังตุ๊กตา ซารีต้า ตัวดังกล่าวไปทิ้งหรือเอาออกให้คนไปจากบ้านของพวกเขา แต่ ไอวอน โนเนต  ก็ยังเกิดความลังเลใจเนื่องจากว่าตุ๊กตาตัวนี้เป็นตัวแทนของหลานสาวของเธอ และยังเป็นตัวแทนของน้องบุญธรรมของเธอที่เสียชีวิตไปจากการฆ่าตัวตายนั่นเอง

แน่นอนว่าสิ่งที่เธอทำหลังจากที่ลูกของเธอร้องขอเธอได้ไปตามคนทรงมาช่วยปัดเป่าอาถรรพ์ภายในบ้านซึ่งเธอเองก็ไม่รู้ว่ามันจะสามารถช่วยอะไรได้หรือไม่ เพราะนับตั้งแต่ที่เธออัดคลิปบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับให้คนทรงมาช่วยกำจัดปัดเป่าอาถรรพ์ภายในบ้างเธอก็ไม่ได้มีการแจ้งข่าวใดๆเกี่ยวกับอาหารที่เกิดขึ้นภายในบ้านของเธออีกเลยซึ่งเราก็อาจจะเชื่อกันได้ว่าอาการที่เกิดขึ้นภายในบ้านของเธอนั้นอาจจะถูกจัดการไปแล้วเรียบร้อยก็ได้

 

ขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนโดย  เซ็กซี่ บาคาร่า ขั้นต่ำ10บาท

Continue Reading

ตำนานพุทธรูปพระขวางที่จังหวัดชุมพร

          ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดชุมพรอยู่ตรงบริเวณตำบลขุนกระทิงจะมีพระพุทธรูปองค์หนึ่งซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่มีความสวยงามมากโดยพระพุทธรูปองค์นี้ชาวบ้านต่างเรียกกันว่าพระขวางซึ่งวัดที่มีการนำพระพุทธรูปพระขวางมาประดิษฐานไว้นั้นชื่อวัดพระขวางนั่นเองสำหรับตำนานเรื่องเล่าที่จะมาพูดถึงกันในวันนี้ก็คือประวัติของพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวที่มีความศักดิ์สิทธิ์โดยชาวบ้านได้มีการพูดถึงพระพุทธรูปองค์นี้

แต่เดิมที่เคยมาอยู่ที่วัดพระขวางแห่งนี้แรกๆนั้นว่ากันว่าพระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปที่ลอยมากับน้ำซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวนั้นน่าจะลอยมาจากประเทศพม่าเมื่อไหร่มาเรื่อยๆก็มาติดอยู่ตรงบริเวณหน้าวัดซึ่งปัจจุบันก็คือหน้าวัดพระขวางนั่นเองแต่เมื่อก่อนนั้นวัดพระขวางยังไม่มีชื่อเป็นเพียงแค่วัดร้างเท่านั้นพอชาวบ้านผ่านมาเห็นว่ามีพระพุทธรูปลอยอยู่ติดตรงบริเวณหน้าวัดร้างก็พากันมารวมตัวจะนำพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวขึ้นบนฝั่ง

แต่ไม่ว่าจะช่วยกันดึงช่วยกันลากมากแค่ไหนทุกๆวงดังกล่าวก็หนักมากจนไม่สามารถนำขึ้นมาบนฝั่งได้ตกตอนกลางคืนชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านต่างก็ฟันเหมือนกันหมดว่าถ้าอยากจะนำพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวขึ้นไปบนฝั่งให้เอาสายสินมาพันที่องค์พระพุทธรูปก่อนโดยสายศิลป์ที่จะพันนั้นจะต้องมีทั้งหมด 7 เส้นแต่ที่สำคัญจะต้องมีการสร้างที่พักให้กับพระพุทธรูปเป็นที่เรียบร้อยก่อนถึงจะอัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นไปได้รุ่งเช้าชาวบ้านต่างก็มาเล่าความฝันของตนเองว่าฝันในลักษณะแบบนี้ซึ่งทุกคนนั้นต่างก็ฝันตรงกันหมดจึงมีความเชื่อและความศรัทธา

ดังนั้นจึงได้รวมตัวกันสร้างสถานที่ให้พระพุทธรูปนั้นมาประดิษฐ์ฐานหลังจากนั้นก็นำสายสิญจน์ไปพัน 7 เส้นก็สามารถที่จะนำพระพุทธรูปองค์นั้นขึ้นมาได้ชาวบ้านจึงได้มีการตั้งชื่อพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวว่าพระขวางและเมื่อนำมาวางไว้ที่วัดร้างแห่งนี้จึงได้มีการบูรณะขึ้นมาใหม่โดยตั้งชื่อเป็นวัดผ้าป่าเช่นเดียวกับชื่อขององค์พระพุทธรูปนั้นเอง

แต่หลังจากที่พระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นมาอยู่บนบกก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นเมื่อในทุกๆวันจะมีสามเณรหรือไม่ก็หายไปวันละคนซึ่งทุกคนต่างก็แปลกใจมากว่าพระสงฆ์หรือสามเณรหายไปไหนจนชาวบ้านทนไม่ไหวได้แอบมาดูภายในวัดช่วงเวลาตอนกลางคืนในที่สุดก็เห็นว่าพระพุทธรูปพระขวางนั้นเป็นพระพุทธรูปที่กินสามเณรและกินเด็กเข้าไปชาวบ้านจึงได้ประชุมปรึกษาหารือกับท่านเจ้าอาวาสของวัดว่าจะมีวิธีการกำจัดพระพุทธรูปกินสามเณรอย่างนี้ได้อย่างไรบ้างท่านเจ้าอาวาสจึงได้มีการเขียนยันต์แล้วนำไปปลุกเสกใส่ปรอทหลังจากนั้น

ไปเลยไหวที่องค์พระพุทธรูปพระขวางซึ่งตั้งแต่ที่มีการทำพิธีปลุกเสกจากเจ้าอาวาสรูปองค์ดังกล่าวก็ไม่เคยกินเด็กอีกเลยและก็ไม่เคยมีเรื่องของข่าวคราวว่ามีเด็กหายไปอีกเลยและนี่คือตำนานของพระพุทธรูปที่วัดพระขวางนั่นเอง

 

ขอขอบคุณ  จีคลับ สล็อต มือถือ  ที่ให้การสนับสนุน

Continue Reading

ตำนานควายธนู และวัวธนู

   สำหรับควายธนูหรือวัวธนูนั้นเป็นอีกหนึ่งในหุ่นพยนต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยการสร้างหุ่นพยนต์ที่เป็นลักษณะของรูปสัตว์นั้นส่วนใหญ่แล้วจะถูกสร้างออกมาในรูปแบบของควายธนูหรือแม้แต่ว่าเป็นรูปแบบของวัวธนูนั่นเองซึ่งการสร้างส่วนใหญ่ผู้มีวิชาอาคมในสมัยโบราณนั้นมักจะสร้างควายธนูหรือวัวธนูเอาไว้ใช้งานในทางที่ไม่ดีสักเท่าไหร่

ถ้าตามความเชื่อของคนโบราณที่มีการเล่าให้กับลูกหลานฟังส่วนใหญ่ก็มักจะสร้างควายธนูหรือวัวธนูเอาไว้ทำร้ายศัตรูฝ่ายตรงข้ามนั่นเอง สำหรับวิธีการสร้างวัวธนูหรือว่าควายธนูนั้นส่วนใหญ่แล้วมักจะสร้างมาจากขี้ผึ้งหรือไม่ก็ดินเหนียวหรือบางครั้งอาจจะถูกสร้างมาจากโลหะอาถรรพ์แต่ทุกอย่างที่ถูกนำมาสร้างนั้นก็จะมีการปลุกเสกให้มีอาคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ซึ่งสิ่งที่นำมาสร้างแต่ละอย่างนั้นไม่ว่าจะเป็นขี้ผึ้งหรือแม้แต่ดินเหนียวก็จะต้องมีการผสมกลับผงโครงกระดูกของมนุษย์เพื่อให้มีความขลังของวิญญาณหรือแม้แต่โลหะอาถรรพ์ที่ถูกนำมาสร้างเป็นวัวธนูหรือควายธนูนั้นก็จะต้องเป็นโลหะที่นำมาจากสิ่งของที่เกี่ยวกับวิญญาณเช่นตะปูตอกฝาโลงศพซึ่งจะต้องนำเป็นตากูมาจาก 7 ป่าช้า

ซึ่งหลังจากอุปกรณ์มาแล้วก็จะมีการลงวิชาอาคมและมีการปั้นให้เป็นรูปร่างเหมือนกับควายหรือรูปร่างเหมือนกับวัวหลังจากนั้นก็จะมีการปลุกเสกอีกรอบหนึ่งมีการลงยันต์อักขระให้ดูมีมนต์ขลังหลังจากนั้นก็จะถูกนำมาใช้หรือนำมาขายให้กับคนที่สนใจที่จะบูชาวัวธนู และควายธนูนั่นเอง  ปัจจุบันนี้ยังมีคนสนใจเกี่ยวกับการเช่าควายธนูและการเช่าวัวธนูมาใช้งานซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ได้ใช้ไปทำร้ายผู้คนแล้วแต่จะทำการเช่าวัวธนูควาย และธนูมาใช้สำหรับการเฝ้าไร่เฝ้าสวนให้กับตนเองรวมถึงเฝ้าบ้านเพื่อป้องกันภูติผีปีศาจไม่ให้เข้ามาทำร้ายคนในบ้านได้นั่นเอง

ซึ่งวิธีการเลี้ยงควายธนูหรือแม้แต่วัวธนูนั้นวิธีการเลี้ยงก็แสนง่ายโดยจะบูชาด้วยหญ้าแห้งหรือหญ้าสดและก็น้ำโดยให้ถวายทุกๆวันแต่อย่างไรก็ตามถ้าหากทุกวันนี้ใครอยากจะบูชาวัวธนูหรือแม้แต่ควายธนูก็สามารถหาบูชาได้ง่ายๆโดยจะมีจำหน่ายให้เช่าตามร้านให้เช่าพระหรือแม้แต่ตามอินเตอร์เน็ตทั่วๆไปก็มีการประกาศให้เช่าโดยส่วนใหญ่แล้วผู้ที่ผลิตวัวธนูหรือแม้แต่ควายธนูนั้นก็จะเป็นครูบาอาจารย์ผู้มีวิชาอาคมซึ่งทุกวันนี้ก็ยังคงมีผู้ที่สนใจเช่าวัวธนูควายธนูไปบูชาเก็บไว้ในบ้านเพื่อให้คุ้มครองคนในบ้านนั่นเอง

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เล่นบาคาร่ายังไงให้ได้เงิน

Continue Reading

แม่ศรีขวัญหรือตำนานแม่ศรีวรรณทอง 

        สำหรับแม่ศรีขวัญนั้นเป็นชื่อของพญาจระเข้ซึ่งชาวบ้านนั้นรู้จักกันเป็นอย่างดีและมีการพูดถึงแม่สีขวัญกันอยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งตำนานแม่ศรีขวัญนั้นเกิดขึ้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีโดยชาวบ้านในสมัยโบราณต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าแม่ศรีขวัญนั้นไม่เคยทำร้ายหรือทำอะไรอันตรายชาวบ้านแต่อย่างใด มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับเรื่องแม่ศรีขวัญเอาไว้ว่าเมื่อครั้งหนึ่งนานมาแล้วนั้น

มีพญางูยักษ์ตัวหนึ่งชื่อว่า พญายอดน้ำซึ่งเป็นพญางูขนาดใหญ่ที่อยู่ที่จังหวัดกระบี่ซึ่งพญายอดน้ำได้มีการเดินทางมาจากจังหวัดกระบี่เพื่อต้องการมาขอแต่งงานกับแม่ศรีขวัญซึ่งเป็นพญาจระเข้ที่จังหวัดสุราษฎร์ เนื่องจากว่าแม่ศรีขวัญนั้นเป็นพญาจระเข้ที่มีความงดงามมากนอกจากพญางูยักษ์แล้วยังมีพญาจระเข้ตัวอื่นๆต่างก็พากันมาหลงรักแม่ศรีขวัญกันเป็นจำนวนมาก

และหนึ่งในนั้นก็คือพญาท่าข้ามซึ่งเป็นพญาจระเข้ยักษ์ขนาดใหญ่ที่มาตกหลุมรักแม่ศรีขวัญเช่นเดียวกันเมื่อพญายอดน้ำรู้เรื่องก็เกิดความไม่พอใจ และด้วยความไม่พอใจนี่เองทำให้ทั้งคู่ทั้งพญายอดน้ำและพญาท่าข้ามเกิดการทะเลาะกันและสู้รบกันเกิดขึ้นทำให้บาดเจ็บทั้งสองฝ่าย เลือดของทั้งสองฝ่ายนั้นหลั่งไหลลงในแม่น้ำแห่งนั้นจนแดงฉานไปหมดในที่สุดพญายอดน้ำก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้พญายอดน้ำ

จึงได้มีการเลื้อยกลับบ้านไปด้วยสภาพที่ร่างกายเปื้อนเลือดเต็มไปหมดและเลือดนั้นก็ได้เปื้อนตรงบริเวณแห่งนั้นจนเป็นสีแดงฉานจนทำให้พื้นที่แห่งนั้นถูกเรียกขานว่าบ้านย่านดินแดง ซึ่งบริเวณนี้จะมีการสร้างศาลเจ้าแม่ศรีขวัญเอาไว้เพื่อให้ลูกหลานนั้น ระลึกถึงไว้ว่าตรงบริเวณแห่งนั้นเคยมีจระเข้อาศัยอยู่ซึ่งแม่น้ำที่ว่านี้ก็คือแม่น้ำตาปีนั่นเอง

โดยสมัยโบราณนั้นบริเวณแถวแม่น้ำตาปีจะมีจระเข้ชุกชมเป็นจำนวนมากแต่ในปัจจุบันนี้ตรงบริเวณแม่น้ำตาปีนั้นไม่มีจระเข้อยู่แล้วแต่คนในสมัยโบราณก็ยังมีการสร้างศาลของเจ้าแม่สีควรเอาไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้กับลูกหลานรุ่นหลังได้ทราบเกี่ยวกับที่มาที่ไปของลำน้ำแห่งนี้ อย่างไรก็ตามปัจจุบันพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่ถึงแม้จะไม่มีจระเข้อยู่แล้ว

แต่ประชาชนและชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวก็ยังพากันมาเคารพบูชากราบไหว้เจ้าแม่ศรีสู่ขวัญเพื่อขอพรให้เจ้าแม่ศรีขวัญนั้นช่วยคุ้มครองมันอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ และหากใครผ่านไปผ่านมาในบริเวณนั้นก็มักจะต้องพากันไปเคารพสักการะศาลเจ้าแม่ศรีขวัญกันทุกครั้งไป

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  sa gaming vip ทดลอง เล่น

Continue Reading

ตำนาน อานานดาพะย่า

              ที่ประเทศพม่ามีวัดที่มีความสวยงามเป็นอย่างมากอีกหนึ่งวัดที่ชื่อว่าวัดอนันดาพะย่า หรือบางคนก็เรียกวัดแห่งนี้ว่าวัดอานนท์หรือบางคนก็มีการเรียกชื่อวัดแห่งนี้ว่าวัดอนันดาไม่ว่าจะเรียกเป็นชื่อไหนก็คือวัดเดียวกันซึ่งวัดแห่งนี้มีที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองพุกามของประเทศพม่าในปัจจุบันโดยว่ากันว่าวัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช  1633

ซึ่ง ถึงแม้ว่าจะมีความสวยงามและกว้างใหญ่แค่ไหนแต่ก็ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้นก็สามารถสร้างวัดแห่งนี้ให้แล้วเสร็จและออกมางดงามแปลกตาไม่เหมือนใครได้ด้วยตามตำนานของการสร้างวัด อานานดาพะย่ามีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการสร้างวัดแห่งนี้ว่าวัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาในสมัยพระเจ้าตาสิตา

ซึ่งในสมัยนั้นพระองค์เป็นเจ้าเมืองที่ปกครองเมืองพุกามอยู่พระองค์มีความประสงค์อยากจะให้เมืองพุกามนั้นมีวัดอยู่บริเวณกลางเมืองเพื่อต้องการให้วัดนั้นเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเมืองให้ชาวเมืองนั้นอยู่อาศัยในบ้านเมืองพุกามด้วยความสงบร่มเย็นดังนั้นพระองค์จึงได้มีการไปสืบเสาะแสวงหาต้นแบบของวัดว่าจะสร้างในรูปแบบไหนจนในที่สุดพระองค์ก็ได้เดินทางไปพบกับวัดถ้ำนานดาบุรา

ซึ่งพระองค์เล็งเห็นแล้วว่าวัดแห่งนี้มีความสวยงามและตั้งแต่สร้างมาราษฎรที่อาศัยอยู่ภายในบริเวณใกล้เคียงกับวัดแห่งนี้ต่างก็อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุขพระองค์จึงได้ให้พระสงฆ์ที่ประจำที่วัดแห่งนี้มาช่วยสร้างและมาช่วยออกแบบวัดที่เมืองพุกามซึ่งพระสงฆ์ทั้ง 8 รูปนั้นก็ได้ช่วยกันออกแบบวัดและสั่งให้ช่างนั้นทำการสร้างวัดที่ออกมามีรูปร่างสวยงามโดยตั้งชื่อว่าวัด  อานานดาพะย่า

ซึ่งตัววัดทั้งหมดนั้นจะถูกทาด้วยสีขาวทั้งหมดดูสวยงามแปลกตายิ่งนักหลังจากที่มีการสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วพระเจ้าจะสิตาเห็นว่าวัดนี้มีความสวยงามและพระองค์นั้นไม่ต้องการที่จะให้ใครหรือมีวัดที่ไหนที่จะสร้างได้อย่างสวยงามเหมือนกับวัดที่มีอีกดังนั้นพระองค์จึงได้สั่งให้ทหารทำการฆ่าพระสงฆ์ทั้ง 8 รูปเสีย

เพราะไม่ต้องการให้พระสงฆ์รูปนั้นไปทำการสร้างเจดีย์ที่มีความสวยงามแบบนี้ให้กับใครที่ไหนอีกนั่นเอง ปัจจุบันนี้ วัดดังกล่าวถูกทาเป็นสีทอง โดยมีการทาสีทองตั้งแต่ปี  พ.ศ. 2533 รัฐบาลพม่าได้มาทาสีทอง เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองงานสมโภชการสร้างวัด อานานดาพะย่า  ที่มีการสร้างขึ้นมาครบรอบ 900 ปี ซึ่งปัจจุบันนี้วัดแห่งนี้ยังคงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของเมืองพุกาม

 

ขอขอบคุณ  สูตร sexy baccarat

Continue Reading