ตำนานแม่มดแห่งซาเลม  

ตำนานแม่มดแห่งซาเลม  

  ตำนานแม่มดแห่งซาเลม เมื่อพูดถึงแม่มด หลายคนคงคิดว่าเป็นเพียงนิทานเท่านั้นแต่ที่แท้จริงแล้วเรื่องราวของแม่มดนั้นเคยมีการเกิดขึ้นจริงในช่วงปีคริสต์ศักราช  1692-1693  ซึ่งยาวนานมากว่าสามร้อยปีมาแล้ว แต่ถึงกระนั้นเรื่องราวที่น่าสะพรึงกลัวในครั้งนั้นก็ยังตราตรึงอยู่ในใจของผู้คน ยังมีการเล่าเรื่องราวนี้ต่อต่อกันมา โดยเรื่องราวของความน่ากลัวนี้เกิดขึ้นที่เมืองซาเลม

  ซึ่งเป็นเมืองเล็กเล็กแห่งหนึ่งในรัฐแมสสาซูเซตส์  ของประเทศอเมริกา  โดยในครั้งนั้นมีชาวอังกฤษกลุ่มหนึ่งได้มีการอพยพมาอยู่ที่เมืองนี้ โดยพวกเขาจะอยู่ด้วยกันภายใต้การดูแลที่มีศูนย์กลางอยู่กับชุมชนในโบสถ์  สำหรับเหตุการณ์ที่นำมาซึ่งการเกี่ยวข้องกับแม่มดนั้นเริ่มมาจาก มีหญิงสาวคนหนึ่งเธอมีอาการประหลาด เธอร้องโหยหวนและมีอาการชักพร้อมกับบอกกับคนอื่นอื่นว่าเธอเจ็บตามร่างกายเหมือนมีใครเอาเข็มมาทิ่มตามตัว แต่เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเธอเพียงคนเดียวเท่านั้นยังมีเด็กผู้หญิงอีกหลายคนที่เริ่มเป็นเหมือนกันกับเธอ

ซึ่งเมื่อชาวบ้านและบาทหลวงเห็นดังนั้นก็พากันตกใจกลัว เนื่องจากในสมัยนั้นวิวัฒนาการด้านการแพทย์หรือเรืองของวิทยาศาสตร์ยังไม่มีมากมายแพร่หลายอย่างในตอนนี้ ผู้คนมีความเชื่องมงายอยู่กับเรื่องของไสยศาสตร์มนต์ดำต่างๆ จนเป็นที่มาของบทสรุปได้ว่าเด็กผู้หญิงที่มีอาการประหลาดทุกคนนั้นเกิดมาจากฝีมือของแม่มดที่ทำการสาปแช่ง

เมื่อคิดกันได้เช่นนั้น การตามหาตัวแม่มดจึงเกิดขึ้น  ซึ่งผู้ที่ตกเป็นเป้าหมายในครั้งนี้ก็คือ หญิงสาวผิวดำคนหนึ่งซึ่งเธอเป็นคนมาจากเมืองบาร์เบโดส และ ซาราห์กู้ด หญิงขอทานเร่รอน ซึ่งทั้งสองคนนี้เป็นคนที่ไม่ค่อยเข้าสังคม ชอบอยู่อย่างโดดเดี่ยวตัวคนเดียว ทำให้ชาวบ้านมองว่า พวกคือแม่มดที่ชั่วร้าย

และเป็นคนสาปแช่งเด็กสาวเหล่านั้น ซึ่งในตอนนั้นได้เริ่มมีการไต่สวนหาคนผิดกันโดยจะมีการส่งเจ้าหน้าที่เดินไปตามบ้านแต่ละหลังเพื่อทำการสอบสวนทีละคน เพื่อหาตัวแม่มด ซึ่งแต่ละคนต่างก็กลัวว่าตัวเองจะถูกกล่าวหากว่าตนเองเป็นแม่มด จึงเริ่มใส่ร้ายคนอื่นให้ตัวเองรอด จึงนำมาซึ่งการจับกุมหญิงสาวทั้งสองคนที่ไม่ค่อยเข้าสังคมกับชาวบ้านนั่นก็คอ ซาราห์ กู้ด กับ ทิทูบา หญิงทาสผิวดำ

ซึ่งนอกจากจะมีทั้งสองคนนี้แล้วยังมีชาวบ้านอีกกว่าร้อยคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดและในที่สุดพวกเขาก็ถูกจับแขวนคอ โดยมีการออกกฎหมายว่าใครที่เป็นพ่อมดหรือแม่มดนั้นเป็นสิ่งชั่วร้าย ต้องประหารเท่านั้นและการประหารในครั้งนั้นก็คือการแขวนคอนั่นเอง 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์ ฝากขั้นต่ำ 50

Continue Reading

ประวัติเรื่องผีตายโหง

ประวัติเรื่องผีตายโหง

ประวัติเรื่องผีตายโหง

ผีตายโหงเป็นตำนานหรือเรื่องเล่าไม่อาจพิสูจน์ได้ แต่การตายโหงนั้นคือผู้ที่เสียชีวิตตายโดยกะทันหันไม่ได้เจ็บป่วยตาย อย่างเช่นการโดนรถชน การโดนยิง หรือจมน้ำตายและผูกคอตาย อุบัติเหตุต่างๆที่ผู้ตายและญาติไม่ทันตั้งตัว ว่ากันว่าวิญาณจะเฮี้ยน เพราะดวงวิญญาณยังคงคิดแต่เรื่องราวความหลัง มีทั้งรักและเกลียดชัง และจะปรากฏกายให้เห็นแบบดื้อๆทำให้ผู้พบเจอเป็นต้องตกใจ และสลบกันไปเป็นรายๆไป

ความเฮี้ยนของผีตายโหง

บางรายที่เสียชีวิตอาจยังไม่ได้สั่งเสียอารัยไว้วิญาณก็จะวนเวียนอยู่อย่างนั้น และบางรายอาจจะถูกยิงจากคู่อริ ก็อาจจะกับไปหลอกหลอนฝ่ายตรงข้ามได้เช่นกัน อย่างเห็นในข่าวหลายๆคดีที่มีการถูกจับกุมได้ก็มาจากการที่ผู้ตายโดนฆ่าตาย แล้ววิญญาณไม่ยอมไปไหนจนกว่าจะจับผู้ต้องหาได้ อย่างคดีของแท็กซี่ที่ถูกลวงไปฆ่าทีจังฉะเชิงเทรา อำเภอ พนมสารคราม ที่ได้มาเข้าฝันภรรยาว่าตนนั้นโดนฆ่าตาย และภรรยาได้มาออกรายการคนอวดผี และริวจิตสัมผัสต้องและภรรยาต้องเดินทางไปสถานที่ ที่ผีมาบอกว่าศพของเขาอยู่ตรงไหน เมื่อถึงเวลาจะไปพิสูจน์ต้องพาเจ้าหน้าที่ไปด้วยและเมื่อมาถึงสถานที่เกิดเหตุก็ได้พบศพจริงๆ

และก็ได้อัญเชิญดวงวิญาณกลับมาบ้าน และอีกเรื่องหนึ่ง มีแฟนอยู่คู่หนึ่งผู้ชายจะเจ้าชูมากและผู้หญิงก็ตามใจแฟนทุกอย่างแฟนอยากได้รถมอเตอร์ไซด์ผู้หญิงก็ไปซื้อมาให้ แต่ทั้งคู่ก็ทะเลาะกันเรื่องฝ่ายชายนอกใจประจำมาวันหนึ่งฝ่ายหญิงเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต ฝ่ายชายก็ยังไม่เลิกนิสัยเจ้าชู้เสียที และเมื่อฝ่ายชายมีแฟนคนใหม่และได้นำมาซ้อนรถเป็นต้องคว่ำทุกรายไป

และได้มีผู้หญิงคนหนึ่งได้ตกลงเป็นแฟนฝ่ายชายและได้พากันซ้อนรถไปทานอาหาร พอได้ขึ้นรถไปเท่านั้นเพื่อนของฝ่ายหญิงได้เห็นหญิงที่เป็นแฟนเก่าที่ตายไปแล้วนั่งซ้อนท้ายรถไปด้วยและได้พยายามเรียกเพื่อนแต่ไม่ทัน รถไปเกิดอุบัติเหตุตรงที่แฟนเก่าของชายผู้นั้นเสียชีวิต แต่โชคดีที่หญิงคนใหม่ไม่ถึงตาย และได้ทำการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลและได้มีเพื่อนผู้เห็นเหตุการณ์ไปนอนเฝ้า อยู่ก็เกิดเหตุการณ์แปลกๆและกลิ่นน้ำอบได้มีเสียงผู้หญิงมาร้องไห้ข้างๆ

จนทั้งสองต้องขึ้นไปนอนคลุมโปรงอยู่บนเตียงด้วยกัน และได้มีเหมือนคนมาเดินวนรอบเตียงแต่ทั้งสองไม่กล้าเปิดไปดู พอเช้ามามีพยาบาลมาบอกว่า เมื่อคืนมีเพื่อนผู้หญิงมาเยี่ยมน้อง แต่มาดึกมากแล้วพึ่งกลับไปตอนใกล้เช้านี่เอง ทั้งสองได้แต่มองหน้ากัน

เรื่องวิญญาณไม่สามารถพิสูจน์ได้แต่ถ้าเจอวิญญาณอาฆาตก็คงจะไม่ดี เพราะฉะนั้นเราอย่าไปเอาเปรียบใครและหมั่นทำความดีไว้ดีกว่า

 

สนับสนุนโดย  ufabet

Continue Reading

คำสาบของเพชรที่ได้มีการสืบทอดกันมาหลายเชื้อพระวงค์

คำสาบของเพชรเชื้อพระวงค์

เพชรKohinoor Diamond

คำสาบของเพชรเชื้อพระวงค์ เพชรKohinoor Diamondที่ได้เป็นสมบัติของราชวงศ์มันวะในชมพูทวีปยุคราวต้นคริสต์ศตวรรษที่14เชื่อว่าเดินที่เพชรนั้นเคยถูกประดับอยู่ที่พระเทวะรูปพระกฤษณะก่อนที่จะถูกโจนระกรรมและขายผ่านมือมาจนตกเป็นของราชวงศ์มันวะในที่สุดเพชรKohinoor Diamondเป็นอัญมณีที่พิเศษไปกว่าอัญมณีอื่นๆเนื่องจากบันดาผู้ที่เป็นกษัตริย์ผู้ที่มีอำนาจต่างก็ได้มีความเชื่อกันว่าKohinoor Diamondนั้นจะช่วยให้บารมีให้แก่ผู้ใดที่หากได้มีการครอบครองแต่ในขณะเดียวกันเจ้าของก็มีพันทะผู้ที่รักษาอำนาจบารมีที่ได้มาให้กับตัวเอง

ให้สมกับเป็นผู้ที่จะได้ครอบครองเพชรเม็ดนี้ต่อไปด้วยมิฉนั้นแล้วเพชรจะหาทางที่จะนำภาตนเองสู่มือของคนที่สามารถที่จะคู่ควรกว่าไม่ว่าช้าก็เร็วKohinoor Diamondได้เป็นสมบัติที่สำคัญที่ได้สืบทอดมาเป็นของราชวงศ์มันวะจนในกระทั่งทางมุสลิมจากทางตะวันตกเฉียงเหนือสามารถที่บุกเข้ามาเพื่อที่จะเอาชนะบรรดาเจ้าผู้ครองแขวงเดิมและสถานปันนาราชวงศ์โมกุลปกครองอานาเขตเพชรKohinoor Diamondมันก็เลยตกไปเป็นของจักรพรรดิบาบูร์ของราชวงศ์โมกุลจากนั้นเพชรก็ได้ถูกส่งต่อไปเป็นทอดๆในฐานะสมบัติของราชวงศ์ไปจนถึงShah Jahan เป็นผู้ที่สร้าง

ทัชมาฮาลอนุสรณ์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่จนมาถึงในช่วงที่ราชวงศ์โมกุลได้เริ่มเสื่อมอำนาจลงราวๆปี1739กษัตริย์นาดีซาแห่งเปอร์เซียก็ได้ลุกรานเข้ามาภายในเขตชมพูทวีปโค้นอำนาจเดิมลงและได้ปล้อกระดมสมบัติในคลังมากมายเอาไปอย่างมหาสารมากมายรวมไปถึงเพชรโกอีณูฮาวายอีกด้วยแต่อย่างไรก็ตามอีกเพียงแค่8ปีถัดมากษัตริย์มานาดีซาก็ได้ถูกรอบฆ่ารัชทายาทของนาดีซาก็ได้รับสืบทอดเพชรราชวงศ์เป็นการต่อมาจนมาถึงนสมัยของพระเจ้าชูทาคาน

ซึ่งก็ได้เกิความวุ่นวายขึ้นในรัฐสำนักของเปอร์เซียพระองค์กับพระชายาก็ทรงจะต้องหลีกกภัยไปที่ประเทสอินเดียจึงได้ทำให้เพชรKohinoor Diamondก็ได้กลับมายังที่แผ่นดินกำเนิดอีกครั้งและในขณะนั้นในกษัตริย์ของประเทศอินเดียวคือพระเจ้านนริศสิงเมื่อทรงได้ข่าวถึงเพชรKohinoor Diamondก็ได้ทำทุกๆวิถีทางเพื่อที่จะทำให้ได้เพชรดังกล่าวนั้นมาและจนในที่สุดแล้วพระองค์ก็ทรงได้สมดังพระประสงค์ในปีประมาณ1813และยังทรงสั่งให้ช่างผู้ที่มีฝีมือนำเพชรไปเจียระไนเพื่อนำเอาไปเป็นประดับเป็นกำไรข้อมือเพื่อที่จะได้สวมใส่ติดพระองค์ตลอดเวลา

หลังจากที่พระเจ้านนริศสิงสิ้นพระชนม์โลกก็ได้เข้าสู้ในช่วงจักรวรรดินิยมอินเดียเองก็ยังหนีไม่พ้นก็ยังต้องเสียดินแดนเอกราชไปให้แก่ประเทศอังกฤษและจำต้องส่งมอบเพชรKohinoor Diamondให้เป็นเครื่องราชบันนาการถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียเมื่อในปี1850

 

 

Continue Reading