ตำนานควายธนู และวัวธนู

   สำหรับควายธนูหรือวัวธนูนั้นเป็นอีกหนึ่งในหุ่นพยนต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยการสร้างหุ่นพยนต์ที่เป็นลักษณะของรูปสัตว์นั้นส่วนใหญ่แล้วจะถูกสร้างออกมาในรูปแบบของควายธนูหรือแม้แต่ว่าเป็นรูปแบบของวัวธนูนั่นเองซึ่งการสร้างส่วนใหญ่ผู้มีวิชาอาคมในสมัยโบราณนั้นมักจะสร้างควายธนูหรือวัวธนูเอาไว้ใช้งานในทางที่ไม่ดีสักเท่าไหร่

ถ้าตามความเชื่อของคนโบราณที่มีการเล่าให้กับลูกหลานฟังส่วนใหญ่ก็มักจะสร้างควายธนูหรือวัวธนูเอาไว้ทำร้ายศัตรูฝ่ายตรงข้ามนั่นเอง สำหรับวิธีการสร้างวัวธนูหรือว่าควายธนูนั้นส่วนใหญ่แล้วมักจะสร้างมาจากขี้ผึ้งหรือไม่ก็ดินเหนียวหรือบางครั้งอาจจะถูกสร้างมาจากโลหะอาถรรพ์แต่ทุกอย่างที่ถูกนำมาสร้างนั้นก็จะมีการปลุกเสกให้มีอาคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ซึ่งสิ่งที่นำมาสร้างแต่ละอย่างนั้นไม่ว่าจะเป็นขี้ผึ้งหรือแม้แต่ดินเหนียวก็จะต้องมีการผสมกลับผงโครงกระดูกของมนุษย์เพื่อให้มีความขลังของวิญญาณหรือแม้แต่โลหะอาถรรพ์ที่ถูกนำมาสร้างเป็นวัวธนูหรือควายธนูนั้นก็จะต้องเป็นโลหะที่นำมาจากสิ่งของที่เกี่ยวกับวิญญาณเช่นตะปูตอกฝาโลงศพซึ่งจะต้องนำเป็นตากูมาจาก 7 ป่าช้า

ซึ่งหลังจากอุปกรณ์มาแล้วก็จะมีการลงวิชาอาคมและมีการปั้นให้เป็นรูปร่างเหมือนกับควายหรือรูปร่างเหมือนกับวัวหลังจากนั้นก็จะมีการปลุกเสกอีกรอบหนึ่งมีการลงยันต์อักขระให้ดูมีมนต์ขลังหลังจากนั้นก็จะถูกนำมาใช้หรือนำมาขายให้กับคนที่สนใจที่จะบูชาวัวธนู และควายธนูนั่นเอง  ปัจจุบันนี้ยังมีคนสนใจเกี่ยวกับการเช่าควายธนูและการเช่าวัวธนูมาใช้งานซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ได้ใช้ไปทำร้ายผู้คนแล้วแต่จะทำการเช่าวัวธนูควาย และธนูมาใช้สำหรับการเฝ้าไร่เฝ้าสวนให้กับตนเองรวมถึงเฝ้าบ้านเพื่อป้องกันภูติผีปีศาจไม่ให้เข้ามาทำร้ายคนในบ้านได้นั่นเอง

ซึ่งวิธีการเลี้ยงควายธนูหรือแม้แต่วัวธนูนั้นวิธีการเลี้ยงก็แสนง่ายโดยจะบูชาด้วยหญ้าแห้งหรือหญ้าสดและก็น้ำโดยให้ถวายทุกๆวันแต่อย่างไรก็ตามถ้าหากทุกวันนี้ใครอยากจะบูชาวัวธนูหรือแม้แต่ควายธนูก็สามารถหาบูชาได้ง่ายๆโดยจะมีจำหน่ายให้เช่าตามร้านให้เช่าพระหรือแม้แต่ตามอินเตอร์เน็ตทั่วๆไปก็มีการประกาศให้เช่าโดยส่วนใหญ่แล้วผู้ที่ผลิตวัวธนูหรือแม้แต่ควายธนูนั้นก็จะเป็นครูบาอาจารย์ผู้มีวิชาอาคมซึ่งทุกวันนี้ก็ยังคงมีผู้ที่สนใจเช่าวัวธนูควายธนูไปบูชาเก็บไว้ในบ้านเพื่อให้คุ้มครองคนในบ้านนั่นเอง

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เล่นบาคาร่ายังไงให้ได้เงิน

Continue Reading

แม่ศรีขวัญหรือตำนานแม่ศรีวรรณทอง 

        สำหรับแม่ศรีขวัญนั้นเป็นชื่อของพญาจระเข้ซึ่งชาวบ้านนั้นรู้จักกันเป็นอย่างดีและมีการพูดถึงแม่สีขวัญกันอยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งตำนานแม่ศรีขวัญนั้นเกิดขึ้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีโดยชาวบ้านในสมัยโบราณต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าแม่ศรีขวัญนั้นไม่เคยทำร้ายหรือทำอะไรอันตรายชาวบ้านแต่อย่างใด มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับเรื่องแม่ศรีขวัญเอาไว้ว่าเมื่อครั้งหนึ่งนานมาแล้วนั้น

มีพญางูยักษ์ตัวหนึ่งชื่อว่า พญายอดน้ำซึ่งเป็นพญางูขนาดใหญ่ที่อยู่ที่จังหวัดกระบี่ซึ่งพญายอดน้ำได้มีการเดินทางมาจากจังหวัดกระบี่เพื่อต้องการมาขอแต่งงานกับแม่ศรีขวัญซึ่งเป็นพญาจระเข้ที่จังหวัดสุราษฎร์ เนื่องจากว่าแม่ศรีขวัญนั้นเป็นพญาจระเข้ที่มีความงดงามมากนอกจากพญางูยักษ์แล้วยังมีพญาจระเข้ตัวอื่นๆต่างก็พากันมาหลงรักแม่ศรีขวัญกันเป็นจำนวนมาก

และหนึ่งในนั้นก็คือพญาท่าข้ามซึ่งเป็นพญาจระเข้ยักษ์ขนาดใหญ่ที่มาตกหลุมรักแม่ศรีขวัญเช่นเดียวกันเมื่อพญายอดน้ำรู้เรื่องก็เกิดความไม่พอใจ และด้วยความไม่พอใจนี่เองทำให้ทั้งคู่ทั้งพญายอดน้ำและพญาท่าข้ามเกิดการทะเลาะกันและสู้รบกันเกิดขึ้นทำให้บาดเจ็บทั้งสองฝ่าย เลือดของทั้งสองฝ่ายนั้นหลั่งไหลลงในแม่น้ำแห่งนั้นจนแดงฉานไปหมดในที่สุดพญายอดน้ำก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้พญายอดน้ำ

จึงได้มีการเลื้อยกลับบ้านไปด้วยสภาพที่ร่างกายเปื้อนเลือดเต็มไปหมดและเลือดนั้นก็ได้เปื้อนตรงบริเวณแห่งนั้นจนเป็นสีแดงฉานจนทำให้พื้นที่แห่งนั้นถูกเรียกขานว่าบ้านย่านดินแดง ซึ่งบริเวณนี้จะมีการสร้างศาลเจ้าแม่ศรีขวัญเอาไว้เพื่อให้ลูกหลานนั้น ระลึกถึงไว้ว่าตรงบริเวณแห่งนั้นเคยมีจระเข้อาศัยอยู่ซึ่งแม่น้ำที่ว่านี้ก็คือแม่น้ำตาปีนั่นเอง

โดยสมัยโบราณนั้นบริเวณแถวแม่น้ำตาปีจะมีจระเข้ชุกชมเป็นจำนวนมากแต่ในปัจจุบันนี้ตรงบริเวณแม่น้ำตาปีนั้นไม่มีจระเข้อยู่แล้วแต่คนในสมัยโบราณก็ยังมีการสร้างศาลของเจ้าแม่สีควรเอาไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้กับลูกหลานรุ่นหลังได้ทราบเกี่ยวกับที่มาที่ไปของลำน้ำแห่งนี้ อย่างไรก็ตามปัจจุบันพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่ถึงแม้จะไม่มีจระเข้อยู่แล้ว

แต่ประชาชนและชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวก็ยังพากันมาเคารพบูชากราบไหว้เจ้าแม่ศรีสู่ขวัญเพื่อขอพรให้เจ้าแม่ศรีขวัญนั้นช่วยคุ้มครองมันอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ และหากใครผ่านไปผ่านมาในบริเวณนั้นก็มักจะต้องพากันไปเคารพสักการะศาลเจ้าแม่ศรีขวัญกันทุกครั้งไป

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  sa gaming vip ทดลอง เล่น

Continue Reading

ตำนาน อานานดาพะย่า

              ที่ประเทศพม่ามีวัดที่มีความสวยงามเป็นอย่างมากอีกหนึ่งวัดที่ชื่อว่าวัดอนันดาพะย่า หรือบางคนก็เรียกวัดแห่งนี้ว่าวัดอานนท์หรือบางคนก็มีการเรียกชื่อวัดแห่งนี้ว่าวัดอนันดาไม่ว่าจะเรียกเป็นชื่อไหนก็คือวัดเดียวกันซึ่งวัดแห่งนี้มีที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองพุกามของประเทศพม่าในปัจจุบันโดยว่ากันว่าวัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช  1633

ซึ่ง ถึงแม้ว่าจะมีความสวยงามและกว้างใหญ่แค่ไหนแต่ก็ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้นก็สามารถสร้างวัดแห่งนี้ให้แล้วเสร็จและออกมางดงามแปลกตาไม่เหมือนใครได้ด้วยตามตำนานของการสร้างวัด อานานดาพะย่ามีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการสร้างวัดแห่งนี้ว่าวัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาในสมัยพระเจ้าตาสิตา

ซึ่งในสมัยนั้นพระองค์เป็นเจ้าเมืองที่ปกครองเมืองพุกามอยู่พระองค์มีความประสงค์อยากจะให้เมืองพุกามนั้นมีวัดอยู่บริเวณกลางเมืองเพื่อต้องการให้วัดนั้นเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเมืองให้ชาวเมืองนั้นอยู่อาศัยในบ้านเมืองพุกามด้วยความสงบร่มเย็นดังนั้นพระองค์จึงได้มีการไปสืบเสาะแสวงหาต้นแบบของวัดว่าจะสร้างในรูปแบบไหนจนในที่สุดพระองค์ก็ได้เดินทางไปพบกับวัดถ้ำนานดาบุรา

ซึ่งพระองค์เล็งเห็นแล้วว่าวัดแห่งนี้มีความสวยงามและตั้งแต่สร้างมาราษฎรที่อาศัยอยู่ภายในบริเวณใกล้เคียงกับวัดแห่งนี้ต่างก็อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุขพระองค์จึงได้ให้พระสงฆ์ที่ประจำที่วัดแห่งนี้มาช่วยสร้างและมาช่วยออกแบบวัดที่เมืองพุกามซึ่งพระสงฆ์ทั้ง 8 รูปนั้นก็ได้ช่วยกันออกแบบวัดและสั่งให้ช่างนั้นทำการสร้างวัดที่ออกมามีรูปร่างสวยงามโดยตั้งชื่อว่าวัด  อานานดาพะย่า

ซึ่งตัววัดทั้งหมดนั้นจะถูกทาด้วยสีขาวทั้งหมดดูสวยงามแปลกตายิ่งนักหลังจากที่มีการสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วพระเจ้าจะสิตาเห็นว่าวัดนี้มีความสวยงามและพระองค์นั้นไม่ต้องการที่จะให้ใครหรือมีวัดที่ไหนที่จะสร้างได้อย่างสวยงามเหมือนกับวัดที่มีอีกดังนั้นพระองค์จึงได้สั่งให้ทหารทำการฆ่าพระสงฆ์ทั้ง 8 รูปเสีย

เพราะไม่ต้องการให้พระสงฆ์รูปนั้นไปทำการสร้างเจดีย์ที่มีความสวยงามแบบนี้ให้กับใครที่ไหนอีกนั่นเอง ปัจจุบันนี้ วัดดังกล่าวถูกทาเป็นสีทอง โดยมีการทาสีทองตั้งแต่ปี  พ.ศ. 2533 รัฐบาลพม่าได้มาทาสีทอง เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองงานสมโภชการสร้างวัด อานานดาพะย่า  ที่มีการสร้างขึ้นมาครบรอบ 900 ปี ซึ่งปัจจุบันนี้วัดแห่งนี้ยังคงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของเมืองพุกาม

 

ขอขอบคุณ  สูตร sexy baccarat

Continue Reading

ตำนานแม่มดแห่งซาเลม  

ตำนานแม่มดแห่งซาเลม  

  ตำนานแม่มดแห่งซาเลม เมื่อพูดถึงแม่มด หลายคนคงคิดว่าเป็นเพียงนิทานเท่านั้นแต่ที่แท้จริงแล้วเรื่องราวของแม่มดนั้นเคยมีการเกิดขึ้นจริงในช่วงปีคริสต์ศักราช  1692-1693  ซึ่งยาวนานมากว่าสามร้อยปีมาแล้ว แต่ถึงกระนั้นเรื่องราวที่น่าสะพรึงกลัวในครั้งนั้นก็ยังตราตรึงอยู่ในใจของผู้คน ยังมีการเล่าเรื่องราวนี้ต่อต่อกันมา โดยเรื่องราวของความน่ากลัวนี้เกิดขึ้นที่เมืองซาเลม

  ซึ่งเป็นเมืองเล็กเล็กแห่งหนึ่งในรัฐแมสสาซูเซตส์  ของประเทศอเมริกา  โดยในครั้งนั้นมีชาวอังกฤษกลุ่มหนึ่งได้มีการอพยพมาอยู่ที่เมืองนี้ โดยพวกเขาจะอยู่ด้วยกันภายใต้การดูแลที่มีศูนย์กลางอยู่กับชุมชนในโบสถ์  สำหรับเหตุการณ์ที่นำมาซึ่งการเกี่ยวข้องกับแม่มดนั้นเริ่มมาจาก มีหญิงสาวคนหนึ่งเธอมีอาการประหลาด เธอร้องโหยหวนและมีอาการชักพร้อมกับบอกกับคนอื่นอื่นว่าเธอเจ็บตามร่างกายเหมือนมีใครเอาเข็มมาทิ่มตามตัว แต่เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเธอเพียงคนเดียวเท่านั้นยังมีเด็กผู้หญิงอีกหลายคนที่เริ่มเป็นเหมือนกันกับเธอ

ซึ่งเมื่อชาวบ้านและบาทหลวงเห็นดังนั้นก็พากันตกใจกลัว เนื่องจากในสมัยนั้นวิวัฒนาการด้านการแพทย์หรือเรืองของวิทยาศาสตร์ยังไม่มีมากมายแพร่หลายอย่างในตอนนี้ ผู้คนมีความเชื่องมงายอยู่กับเรื่องของไสยศาสตร์มนต์ดำต่างๆ จนเป็นที่มาของบทสรุปได้ว่าเด็กผู้หญิงที่มีอาการประหลาดทุกคนนั้นเกิดมาจากฝีมือของแม่มดที่ทำการสาปแช่ง

เมื่อคิดกันได้เช่นนั้น การตามหาตัวแม่มดจึงเกิดขึ้น  ซึ่งผู้ที่ตกเป็นเป้าหมายในครั้งนี้ก็คือ หญิงสาวผิวดำคนหนึ่งซึ่งเธอเป็นคนมาจากเมืองบาร์เบโดส และ ซาราห์กู้ด หญิงขอทานเร่รอน ซึ่งทั้งสองคนนี้เป็นคนที่ไม่ค่อยเข้าสังคม ชอบอยู่อย่างโดดเดี่ยวตัวคนเดียว ทำให้ชาวบ้านมองว่า พวกคือแม่มดที่ชั่วร้าย

และเป็นคนสาปแช่งเด็กสาวเหล่านั้น ซึ่งในตอนนั้นได้เริ่มมีการไต่สวนหาคนผิดกันโดยจะมีการส่งเจ้าหน้าที่เดินไปตามบ้านแต่ละหลังเพื่อทำการสอบสวนทีละคน เพื่อหาตัวแม่มด ซึ่งแต่ละคนต่างก็กลัวว่าตัวเองจะถูกกล่าวหากว่าตนเองเป็นแม่มด จึงเริ่มใส่ร้ายคนอื่นให้ตัวเองรอด จึงนำมาซึ่งการจับกุมหญิงสาวทั้งสองคนที่ไม่ค่อยเข้าสังคมกับชาวบ้านนั่นก็คอ ซาราห์ กู้ด กับ ทิทูบา หญิงทาสผิวดำ

ซึ่งนอกจากจะมีทั้งสองคนนี้แล้วยังมีชาวบ้านอีกกว่าร้อยคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดและในที่สุดพวกเขาก็ถูกจับแขวนคอ โดยมีการออกกฎหมายว่าใครที่เป็นพ่อมดหรือแม่มดนั้นเป็นสิ่งชั่วร้าย ต้องประหารเท่านั้นและการประหารในครั้งนั้นก็คือการแขวนคอนั่นเอง 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์ ฝากขั้นต่ำ 50

Continue Reading

ประวัติเรื่องผีตายโหง

ประวัติเรื่องผีตายโหง

ประวัติเรื่องผีตายโหง

ผีตายโหงเป็นตำนานหรือเรื่องเล่าไม่อาจพิสูจน์ได้ แต่การตายโหงนั้นคือผู้ที่เสียชีวิตตายโดยกะทันหันไม่ได้เจ็บป่วยตาย อย่างเช่นการโดนรถชน การโดนยิง หรือจมน้ำตายและผูกคอตาย อุบัติเหตุต่างๆที่ผู้ตายและญาติไม่ทันตั้งตัว ว่ากันว่าวิญาณจะเฮี้ยน เพราะดวงวิญญาณยังคงคิดแต่เรื่องราวความหลัง มีทั้งรักและเกลียดชัง และจะปรากฏกายให้เห็นแบบดื้อๆทำให้ผู้พบเจอเป็นต้องตกใจ และสลบกันไปเป็นรายๆไป

ความเฮี้ยนของผีตายโหง

บางรายที่เสียชีวิตอาจยังไม่ได้สั่งเสียอารัยไว้วิญาณก็จะวนเวียนอยู่อย่างนั้น และบางรายอาจจะถูกยิงจากคู่อริ ก็อาจจะกับไปหลอกหลอนฝ่ายตรงข้ามได้เช่นกัน อย่างเห็นในข่าวหลายๆคดีที่มีการถูกจับกุมได้ก็มาจากการที่ผู้ตายโดนฆ่าตาย แล้ววิญญาณไม่ยอมไปไหนจนกว่าจะจับผู้ต้องหาได้ อย่างคดีของแท็กซี่ที่ถูกลวงไปฆ่าทีจังฉะเชิงเทรา อำเภอ พนมสารคราม ที่ได้มาเข้าฝันภรรยาว่าตนนั้นโดนฆ่าตาย และภรรยาได้มาออกรายการคนอวดผี และริวจิตสัมผัสต้องและภรรยาต้องเดินทางไปสถานที่ ที่ผีมาบอกว่าศพของเขาอยู่ตรงไหน เมื่อถึงเวลาจะไปพิสูจน์ต้องพาเจ้าหน้าที่ไปด้วยและเมื่อมาถึงสถานที่เกิดเหตุก็ได้พบศพจริงๆ

และก็ได้อัญเชิญดวงวิญาณกลับมาบ้าน และอีกเรื่องหนึ่ง มีแฟนอยู่คู่หนึ่งผู้ชายจะเจ้าชูมากและผู้หญิงก็ตามใจแฟนทุกอย่างแฟนอยากได้รถมอเตอร์ไซด์ผู้หญิงก็ไปซื้อมาให้ แต่ทั้งคู่ก็ทะเลาะกันเรื่องฝ่ายชายนอกใจประจำมาวันหนึ่งฝ่ายหญิงเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต ฝ่ายชายก็ยังไม่เลิกนิสัยเจ้าชู้เสียที และเมื่อฝ่ายชายมีแฟนคนใหม่และได้นำมาซ้อนรถเป็นต้องคว่ำทุกรายไป

และได้มีผู้หญิงคนหนึ่งได้ตกลงเป็นแฟนฝ่ายชายและได้พากันซ้อนรถไปทานอาหาร พอได้ขึ้นรถไปเท่านั้นเพื่อนของฝ่ายหญิงได้เห็นหญิงที่เป็นแฟนเก่าที่ตายไปแล้วนั่งซ้อนท้ายรถไปด้วยและได้พยายามเรียกเพื่อนแต่ไม่ทัน รถไปเกิดอุบัติเหตุตรงที่แฟนเก่าของชายผู้นั้นเสียชีวิต แต่โชคดีที่หญิงคนใหม่ไม่ถึงตาย และได้ทำการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลและได้มีเพื่อนผู้เห็นเหตุการณ์ไปนอนเฝ้า อยู่ก็เกิดเหตุการณ์แปลกๆและกลิ่นน้ำอบได้มีเสียงผู้หญิงมาร้องไห้ข้างๆ

จนทั้งสองต้องขึ้นไปนอนคลุมโปรงอยู่บนเตียงด้วยกัน และได้มีเหมือนคนมาเดินวนรอบเตียงแต่ทั้งสองไม่กล้าเปิดไปดู พอเช้ามามีพยาบาลมาบอกว่า เมื่อคืนมีเพื่อนผู้หญิงมาเยี่ยมน้อง แต่มาดึกมากแล้วพึ่งกลับไปตอนใกล้เช้านี่เอง ทั้งสองได้แต่มองหน้ากัน

เรื่องวิญญาณไม่สามารถพิสูจน์ได้แต่ถ้าเจอวิญญาณอาฆาตก็คงจะไม่ดี เพราะฉะนั้นเราอย่าไปเอาเปรียบใครและหมั่นทำความดีไว้ดีกว่า

 

สนับสนุนโดย  ufabet

Continue Reading

คำสาบของเพชรที่ได้มีการสืบทอดกันมาหลายเชื้อพระวงค์

คำสาบของเพชรเชื้อพระวงค์

เพชรKohinoor Diamond

คำสาบของเพชรเชื้อพระวงค์ เพชรKohinoor Diamondที่ได้เป็นสมบัติของราชวงศ์มันวะในชมพูทวีปยุคราวต้นคริสต์ศตวรรษที่14เชื่อว่าเดินที่เพชรนั้นเคยถูกประดับอยู่ที่พระเทวะรูปพระกฤษณะก่อนที่จะถูกโจนระกรรมและขายผ่านมือมาจนตกเป็นของราชวงศ์มันวะในที่สุดเพชรKohinoor Diamondเป็นอัญมณีที่พิเศษไปกว่าอัญมณีอื่นๆเนื่องจากบันดาผู้ที่เป็นกษัตริย์ผู้ที่มีอำนาจต่างก็ได้มีความเชื่อกันว่าKohinoor Diamondนั้นจะช่วยให้บารมีให้แก่ผู้ใดที่หากได้มีการครอบครองแต่ในขณะเดียวกันเจ้าของก็มีพันทะผู้ที่รักษาอำนาจบารมีที่ได้มาให้กับตัวเอง

ให้สมกับเป็นผู้ที่จะได้ครอบครองเพชรเม็ดนี้ต่อไปด้วยมิฉนั้นแล้วเพชรจะหาทางที่จะนำภาตนเองสู่มือของคนที่สามารถที่จะคู่ควรกว่าไม่ว่าช้าก็เร็วKohinoor Diamondได้เป็นสมบัติที่สำคัญที่ได้สืบทอดมาเป็นของราชวงศ์มันวะจนในกระทั่งทางมุสลิมจากทางตะวันตกเฉียงเหนือสามารถที่บุกเข้ามาเพื่อที่จะเอาชนะบรรดาเจ้าผู้ครองแขวงเดิมและสถานปันนาราชวงศ์โมกุลปกครองอานาเขตเพชรKohinoor Diamondมันก็เลยตกไปเป็นของจักรพรรดิบาบูร์ของราชวงศ์โมกุลจากนั้นเพชรก็ได้ถูกส่งต่อไปเป็นทอดๆในฐานะสมบัติของราชวงศ์ไปจนถึงShah Jahan เป็นผู้ที่สร้าง

ทัชมาฮาลอนุสรณ์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่จนมาถึงในช่วงที่ราชวงศ์โมกุลได้เริ่มเสื่อมอำนาจลงราวๆปี1739กษัตริย์นาดีซาแห่งเปอร์เซียก็ได้ลุกรานเข้ามาภายในเขตชมพูทวีปโค้นอำนาจเดิมลงและได้ปล้อกระดมสมบัติในคลังมากมายเอาไปอย่างมหาสารมากมายรวมไปถึงเพชรโกอีณูฮาวายอีกด้วยแต่อย่างไรก็ตามอีกเพียงแค่8ปีถัดมากษัตริย์มานาดีซาก็ได้ถูกรอบฆ่ารัชทายาทของนาดีซาก็ได้รับสืบทอดเพชรราชวงศ์เป็นการต่อมาจนมาถึงนสมัยของพระเจ้าชูทาคาน

ซึ่งก็ได้เกิความวุ่นวายขึ้นในรัฐสำนักของเปอร์เซียพระองค์กับพระชายาก็ทรงจะต้องหลีกกภัยไปที่ประเทสอินเดียจึงได้ทำให้เพชรKohinoor Diamondก็ได้กลับมายังที่แผ่นดินกำเนิดอีกครั้งและในขณะนั้นในกษัตริย์ของประเทศอินเดียวคือพระเจ้านนริศสิงเมื่อทรงได้ข่าวถึงเพชรKohinoor Diamondก็ได้ทำทุกๆวิถีทางเพื่อที่จะทำให้ได้เพชรดังกล่าวนั้นมาและจนในที่สุดแล้วพระองค์ก็ทรงได้สมดังพระประสงค์ในปีประมาณ1813และยังทรงสั่งให้ช่างผู้ที่มีฝีมือนำเพชรไปเจียระไนเพื่อนำเอาไปเป็นประดับเป็นกำไรข้อมือเพื่อที่จะได้สวมใส่ติดพระองค์ตลอดเวลา

หลังจากที่พระเจ้านนริศสิงสิ้นพระชนม์โลกก็ได้เข้าสู้ในช่วงจักรวรรดินิยมอินเดียเองก็ยังหนีไม่พ้นก็ยังต้องเสียดินแดนเอกราชไปให้แก่ประเทศอังกฤษและจำต้องส่งมอบเพชรKohinoor Diamondให้เป็นเครื่องราชบันนาการถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียเมื่อในปี1850

 

 

Continue Reading