ตำนานอุโมงค์ ผีสิง คิโยาทากิ 

        อุโมงค์ ผีสิง คิโยาทากิ  เป็นอุโมงค์ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของความหลอน ซึ่งมีการเล่าลือกันมาปากต่อปากตั้งแต่ช่วงในสมัยปีคริสต์ศักราช 1998 โดย อันที่จริงแล้วอุโมงค์แห่งนี้นั้นสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปีคริสต์ศักราช 1929 แล้ว

             และนับตั้งแต่ที่มีการสร้างอุโมงค์แห่งนี้มาทุกคนต่างก็พากันหวาดกลัวไม่ค่อยอยากจะเดินทางมาใช้อุโมงค์แห่งนี้กันมากนักยกเว้นบางคนที่มีความจำเป็นจริงๆที่จะต้องขับรถผ่านเส้นทางนี้จึงจะเข้าไปใช้อุโมงค์นี้โดยในช่วงเวลาแรกๆนั้นอุโมงค์แห่งนี้นั้นผู้คนหวาดกลัวทั้งที่ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรให้น่ากลัวเลยแต่ทุกคนก็กลัวกันเนื่องจากว่าบริเวณที่สร้างอุโมงค์แห่งนี้นั้นเคยเป็นลานประหารชีวิตมาก่อน

            แน่นอนว่าที่นี่เคยมีคนตายมานับไม่ถ้วนดังนั้นอุโมงค์แห่งนี้จึงค่อนข้างที่จะเป็นที่หวาดกลัวของผู้คนที่จะต้องขับรถมาใช้บริการในช่วงเวลายามค่ำคืนนั้นเองเพราะต่างก็กลัวกันว่าหากขับมาแล้วอาจจะเจอกับวิญญาณของคนที่เคยถูกประหารตรงลานประหารแห่งนี้ก็เป็นไปได้แต่อย่างไรก็ตามความน่ากลัวไม่ได้เกิดขึ้นช่วงเวลานี้แต่เกิดขึ้นช่วงหลังปี ค.ศ.  1998  มากกว่า

             เพราะความน่ากลัวนี้เกิดขึ้นเมื่อผู้หญิงคนหนึ่งได้มาฆ่าตัวตายที่บริเวณใกล้กับ อุโมงค์ ผีสิง คิโยาทากิ  แห่งนี้  และนับตั้งแต่มีข่าวเกี่ยวกับหญิงสาวฆ่าตัวตายเผยแพร่ออกไปก็ทำให้ผู้คนที่มาใช้บริการอุโมงค์แห่งนี้ในช่วงเวลายามค่ำคืนนั้นมีเรื่องเล่าต่อๆกันมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเล่าเวลาที่จะมีการใช้อุโมงค์แห่งนี้มักจะมีคนเห็นวิญญาณของหญิงสาวที่มาฆ่าตัวตายแห่งนี้กันเป็นประจำ

           หรือบางคนนั้นก็จะเห็นหญิงสาวนั้นยืนอยู่ภายในอุโมงค์ตรงจุดที่เธอฆ่าตัวตายหรือบางคนนั้นก็อาจจะเห็นเธอจากกระจกส่องหลังของรถแล้วแต่ใครว่าจะเห็นแบบไหนและแน่นอนว่ายังมีเรื่องเล่าเพิ่มเติมอีกด้วยว่าหากมาใช้บริการอุโมงค์แห่งนี้ผู้ที่ขับรถมานั้นก็เห็นว่าไปในอุโมงค์เป็นสีเขียวอย่าเพิ่งขับรถเข้าไปภายในอุโมงค์อย่างเด็ดขาดควรจะปล่อยให้ไฟเปลี่ยนจากสีเขียวและมาเป็นสีแดงก่อน

            หลังจากนั้นก็ปล่อยให้เป็นสีเขียวใหม่อีกครั้งหนึ่งซึ่งถ้าไฟเป็นสีเขียวครั้งที่ 2 เมื่อไหร่สามารถที่จะขับรถเข้าไปในอุโมงค์ได้ทันทีแต่ถ้าใครที่ไฟเป็นสีเขียวในครั้งแรกแล้วรีบขับรถเข้าไปในอุโมงค์แล้วแล้วก็คุณจะโชคดีได้เจอกับผีสาวในอุโมงค์แห่งนี้นั่นเอง  โดยคนญี่ปุ่นเชื่อว่าการที่ไฟในอุโมงค์เป็นสีเขียวตอนแรกนั้น เป็นไฟที่ผีสาวเปิดขึ้นเพื่อต้องการหลอกล่อให้คนขับรถเข้าไปภายในอุโมงค์

 

สนับสนุนโดย  สมัคร sbobet โดยตรง

Continue Reading

ตำนาน ท่าตาจวน จังหวัดสุพรรณบุรี   

         ตำนาน ท่าตาจวน ที่จังหวัดสุพรรณบุรี  ในเขตพื้นที่ของอำเภอสามชุก   ตรงบริเวณใกล้กับวัดวังหิน  มีท่าน้ำอยู่ท่าหนึ่งซึ่งชาวบ้านเรียกค่าน้ำแห่งนี้ว่าท่าน้ำตาจวงโดยในสมัยโบราณนั้นถ้าน้ำแห่งนี้มีประวัติเก่าแก่ความเป็นมาถึงสาเหตุของการเรียกค่าน้ำตรงบริเวณนี้ชื่อท่าน้ำตาจวง   ดังนั้นในวันนี้เราจะมาพูดถึงประวัติความเป็นมาและตำนานของท่าน้ำแห่งนี้กันว่าทำไมชาวบ้านถึงได้มีการเรียกชื่อท่าน้ำแห่งนี้ว่าท่าน้ำตาจวงนั่นเอง 

          คนเก่าแก่ในสมัยโบราณเล่าว่าในสมัยอดีตกาลนั้นตรงบริเวณนี้เป็นแม่น้ำขนาดใหญ่  ซึ่งในสมัยก่อนนั้นมีชายคนหนึ่งแกชื่อว่าตาจวงแกเป็นคนหน้าตาหล่อเหลาทำให้มีภรรยาด้วยกันถึง 2 คน  คนแรกซึ่งเป็นภรรยาหลวงชื่อว่านางอรุณส่วนอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นภรรยาน้อยมีชื่อว่านางสุวรรณ ทั้งสามคนอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขและสมัครสมานสามัคคีปรองดองกันเลยมา

            สำหรับ ตาจวงนั้นเป็นคนที่ร่ำเรียนวิชาอาคมมาตั้งแต่ในสมัยเป็นหนุ่มๆทำให้สามารถยืนยงคงกระพันฟันแทงฟันไม่ตายและที่สำคัญ ตาจวง มีวิชาแปลงกายได้สามารถแปลงร่างเป็นอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ  อยู่มาวันหนึ่งภรรยาของตาจวงทั้งคู่ไม่ว่าจะเป็นนางอรุณและนางสุวรรณต่างก็เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาพร้อมๆกัน  และที่สำคัญทั้งสองคนเกิดอาการแพ้ท้องต้องการที่จะกินลูกสมอ  

         แต่ว่าบ้านของตาจวงซึ่งอยู่ที่เมืองอยุธยานั้นไม่ค่อยมีต้นสมอเลย ทำให้ตาจวงต้องพาเมียทั้งสองคนออกเดินทางไปหาลูกสมอเนื่องจากว่าตาจวงนั้นเป็นคนที่รักเมียทั้งสองคนมากนั่นเอง  และการเดินทางไปหาลูกสมอนั้น  ตาจวงได้พาเมียทั้งคู่ของ ตาจวงเดินทางมาที่จังหวัดสุพรรณบุรี  หลังจากที่ได้ลูกสมอในปริมาณมากพอตามที่ต้องการแล้วตาจวงก็พาเมียทั้งสองคนเดินทางกลับบ้านที่อยุธยา

            แต่ระหว่างทางนั้นเกิดฝนตกหนักอย่างรุนแรง ทำให้ทั้งสามคนนั้นต้องหลบฝน  โดยบริเวณพื้นที่หลบฝนของทั้ง 3 คนนั้นอยู่ตรงบริเวณคลองระกำและเนื่องจากว่าฝนตกมาอย่างรุนแรงมากทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากลงมาด้วยความที่รักภรรยาทั้งสองคนทำให้ตาจวงจึงได้มีการแปลงกายเป็นจระเข้เพื่อที่จะพาภรรยาทั้งสองคนข้ามคลองระกำไปอีกฝั่งนึงนั่นเอง

           โดยก่อนที่  ตำนาน ท่าตาจวน  จะมีการแปลงกายนั้นได้มีการเตรียมขันน้ำมนต์เอาไว้พร้อมกับบอกภรรยาทั้งสองคนว่าน้ำมนต์นี้ใช้สำหรับราดตัวของจระเข้หลังจากที่ข้ามคลองเสร็จเรียบร้อยแล้วเมื่อราดลงมา  ตาจวง ก็จะสามารถกลายร่างกลับมาเป็นคนได้  คนที่ถือขันน้ำมนต์นั้นก็คือนางอรุณซึ่งเป็นภรรยาหลวงและเป็นคนที่เหยียบร่างจระเข้ข้ามไปอีกฝั่งนึงก่อนได้แล้วแต่หลังจากที่หันหน้ามาเพื่อที่จะเรียกภรรยาน้อยให้ข้ามตามมานั้นปรากฏว่านางอรุณได้หันไปมองเห็นตาของจระเข้  

             แล้วเกิดตกใจกลัวทำให้ขันน้ำมนต์ร่วงหลุดจากมือ  ทำให้ตาจวงไม่สามารถที่จะกลายร่างกายเป็นคนได้อีกต่อไปส่วนภรรยาน้อยนั้นก็ไม่ได้มีการข้ามคลองระกำมาอยู่ฝั่งเดียวกับภรรยาหลวงซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาภรรยาน้อยและภรรยาหลวงจึงอยู่กันคนละฝั่งของคลองระกำและตรงบริเวณที่ตาจวง กลายร่างเป็นจระเข้เพื่อให้ภรรยาข้ามคลองนั้นจึงเรียกบริเวณนี้ว่า ท่า ตาจวงนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 

 

สนับสนุนโดย.  sa casino ฟรี300

Continue Reading

เทวรูปกินคนมีจริงอยู่บนโลกหรือเปล่า?

เราเชื่อว่าหลายๆคนก็อาจจะเคยได้ยินมาจากหนังมาจากนิยายหรือมาจากเรื่องเล่าอะไรก็แล้วแต่ที่มีการแชร์กันอยู่เยอะแยะมากมายหรืออีกส่วนหนึ่งจะไม่รู้จักเลยก็เป็นได้แต่เราจะบอกว่าเทวรูปกินคนนี้ก็ตามชื่อเลยว่าเจ้าเททวรูปตนนี้เขากลายร่างเป็นสัปหลาดในยามวิกาลและเทวรูปตนนี้ก็จะบุกอาหาร

ซึ่งตรมความเชื่ออาหารของเทวรูปกินคนนั่นก็คือมนุษย์อย่างเรานี่เองแล้วเวลาที่เขาบุกอาหารกินส่วนใหญ่เทวรูปกินคนนั้นจะบุกหาคนที่มีอาคมพลังต่ำๆหรือคนธรรมดาที่จิตอ่อนๆแล้วเขาว่ากันว่าถ้าใครที่เห็นเทวรูปกินคนได้มองแล้วจ้องตาแล้วบุคคลนั้นแทบจะไม่รอดเลยก็ว่าได้

โดยตรงนี้ที่ได้กล่าวออกมามันเป็นส่วนหนึ่งในตำนานของเทวะรูปกินคนที่เขาเชื่อกันมาตั้งแต่โบราณแต่คุณรู้หรือไม่ตอนที่เราได้ไปเจาะลึกลงหาข้อมูลไปจริงๆแล้วปรากฎว่ามีคนเคยพบเจอเทวรูปกินคนและและใช้คำว่าเทวรูปกินคนนี้เคยแผงฤทธิ์จนทำให้หมู่บ้านหนึ่งมีคนตายทั้งหมู่บ้านแบบไม่มีสาเหตุเลย

หากเราพูดถึงเรื่องรางสิ่งของหรืออาคมมนต์ดำทั้งหลายแล้วจะบอกว่าในประเทศไทยเรานั้นมีอยู่เยอะแยะมากมายเลยไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องของรอยสักต่างๆที่ว่ากันว่ามีการลงคาถาอาคมกันไว้หรือแม้แต่พระเครื่องที่เขาว่ามีมูลค่าเป็นแสนเป็นล้านสามารถป้องกันภัยสามารถป้องกันกกระสุน

สามารถป้องกันสิ่งร้ายๆที่เข้ามาหาตัวเราได้ในประเทศไทยเรานั้นสิ่งของเหล่านี้ถือว่าเป็นวัตถุมงคลตามความเชื่อทั้งนั้นเลยก็ว่าได้แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่าสิ่งของตามความเชื่อเหล่านี้มันไม่ได้อยู่แค่ในประเทศไทยเราเท่านั้นมันได้มีอยู่ไปทุกที่ทั่วโลกเลยและแต่ละพื้นที่ก็จะรูปร่างความเชื่อที่แตกต่างกันออไปด้วย

โดยมันได้มีของขลังอยู่หนึ่งประเทศที่เขาว่ากันว่าเป็นของขลังที่แรงมากที่สุดในโลกที่แรงกว่าใมนประเทศไทยและแรงกว่าประเทศไหนเลยก็ว่าได้และเขาว่ากันว่าประเทศนี้เป็นประเทศที่มีของขลังเยอะที่สุดในโลกด้วยเช่นกันและประเทศที่เราจะพูดถึงนั้นก็คือเขมรหรือที่เราเรียกกันของขลังนั้นว่าของเขมรนั่นเอง

สำหรับคำว่าของเขมรที่เราพูดถึงตรงนี้คือถ้าเกิดจะให้พูดให้เห็นภาพมันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากของขลังเครื่องรางในประเทศทไทยเราสักเท่าไหร่แต่มันจะต่างกันตรงที่ว่าตามความเชื่อเขาเชื่อกันว่าของเขมรนั้นมีความแรงกว่าของไทยเนื่องจากว่าเวลาที่เขาปลุกเสกทำของอะไรกันก็แล้วแต่มักจะถูกปลุกเสกด้วยจิตใจที่แน่วแน่มาก

 

ขอขอบคุณที่ให้การสนับสนุนโดย.    Ufabet เข้าสู่ระบบ

Continue Reading

ตำนานเกาะขามน้อยสถานที่สุสานขนาดใหญ่

สำหรับเกาะขามน้อยตั้งอยู่ที่อำเภอสีชังจังหวัดชลบุรีเป็นเกาะขนาดเล็กที่อยู่ใกล้ๆกับเกาะสีชังหากเราเดินทางมาจากพัทยาก็จะใช้ระยะเวลาประมาณ1ชั่วโมงแ

ซึ่งในปัจจุบันนี้จะมีนักท่องเที่ยวจ้างเรือของชาวบ้านออกมาตกปลาหรือว่าจับสัตว์ทะเลอยู่บ้างแต่ส่วนใหญ่เขาก็จะมาในช่วงตอนกลางวันเพราะว่าเกาะขามน้อยยังมีอีกชื่อหนึ่งที่เรียกก็คือเกาะผีนั่นเองเหตุที่เกาะแห่งนี้ได้มีอีกชื่อหนึ่งว่าเกาะผีนั่นมันก็มาจากตำนานความหลอนของเกาะแห่งนี้

โดยในความหลอนของเกาะแห่งนี้จะลดน้อยลงไปจากอดีตลงไปมากแล้วเพราะว่าเกาะแห่งนี้เคยได้ทำพิธีล้างป่าช้าไปแล้วด้วยกันหลายครั้งแต่ก็คงจะไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปรบกวนเหล่าดวงวิญญาณที่ได้สิงสถิตที่แห่งนี้อยู่ดีหากเพื่อนคนไหนเคยได้ไปเที่ยวที่เกาะสีชังบริเวณรอบๆของเกาะสีชังจะประกอบไปด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยอยู่

เนื่องจากนี้ในแต่ละเกาะก็มักจะมีที่ให้พักพิงหลบแดดหลบฝนสำหรับชาวบ้านอยู่บ้างแต่มันจะไม่ใช่กับเกาะขามน้อยถ้าเพื่อนๆได้สังเกตดูดีๆเกาะจะมีลักษระขนาดเล็กๆที่มีสภาพค่อนข้างที่จะรกร้างมากจากคำบอกเล่าของชาวบ้านแล้วก็ชาวเลที่ทำมาหากินในแถวบริเวณนั้นต่างก็เชื่อกันว่าที่ดินบนเกาะแห่งนั้นเป็นที่อาถรรพ์ที่เรื่องลือเกี่ยวกับความน่ากลัวจนไม่มีใครที่อยากจะมาที่เกาะแห่งนี้ในยามค่ำคืนเลยทีเดียว

ดังนั้นแล้วเรื่องมันได้มาจากที่เกาะแห่งนี้ได้เป็นแหล่งรวมของสุสานจีนสุสานอิสลามอีกทั้งยังเคยเป็นที่ที่ทิ้งศพจากคดีฆาตกรรมไม่ว่าจะเป็นคดีฆ่าคนตายหรือว่าคดีข่มขืนอยู่หลายคดีด้วยกันอีกทั้งบนเกาะแห่งนี้เราจะสามารถพบเจอเศษซากโครงกระดูกของมนุษย์อยู่ใต้ผืนทรายแห่งนี้เต็มไปหมดเลย

ซึ่งถ้าหากว่าเราย้อนกลับไปในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่สองบริเวณที่แห่งนี้เป็นสถานที่ทีทหารอเมริกันได้เข้ามาตั้งฐานทัพเรืออยู่ที่แห่งนี้โดยได้ยึดเอาเกาะตาพงที่อยู่ทางทิศใต้ของเกาะผีแห่งนี้ไว้เป็นที่จอดเรือรบที่มีขนาดใหญ่นั่นเอง

เนื่องจากว่าร่องน้ำบริเวณนี้ค่อนข้างลึกพอที่จะจอดเรือรบขนาดใหญ่ได้นั่นเองและในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เองก็ได้เกิดเหตุการไขป่าระบาดอย่างรุนแรงทำให้ผู้คนที่ได้อยู่บริเวณนั้นตายเป็นจำนวนมากและศพของทหารอเมริกันได้ถูกนำเอามาฝังที่เกาะขามน้อยแห่งนี้

 

สนับสนุนโดย.    ทางเข้า ufabet ภาษาไทย

Continue Reading

ฮ่องเต้ในประวัติศาสตร์จีนคือใคร?

ซึ่งหลังจากขงจื๊อได้ออกเดินทางหาเจ้านายสักคนขงจื๊อก็ได้เสียชีวิตลงและบรรดาลูกศิษย์ก็ได้จดจำคำสอนของขงจื๊อเรื่อยมาจากนั้นขงจื๊อก็ได้เสียชีวิตลงไปไม่กี่ปีสังคมจีนก็ได้เข้าสู่ในยุคใหม่ที่มีชื่อว่า ยุคจ้านกั๋ว หากจะแปลตรงๆก็คือยุคที่พวกนครรัฐต่างๆได้รบกันอย่างโหดร้ายเลยเป็นช่วงระยะเวลาที่วุ่นวายกว่ายุคของชุนชิวซะอีกเจ้าเมืองทุกคนต่างก็อยากจะได้ที่ปรึกษาที่ดีมีลัทธิปรัชญาต่างๆในยุคมีลัทธิปรัญาต่างในยุคนี้เกิดขึ้นมาอีกหลายลัทธิมีนักปรัญาในลัทธิขงจื๊อหลักๆที่เกิดขึ้นในยุคนี้2คนก็คือ เม่งจื๊อ และ ซุนจื๊อ 

ซึ่งเม่งจื๊อก็เชื่อว่าคนเราเกิดมาก็เป็นคนดีโดยธรรมชาติถ้าผู้ปกครองปกครองโดยเมตตา แล้วประชาชนก็จะเป็นรากฐานของบ้านเมืองบ้านเมืองก็จะอยู่ในกฎระเบียบเอง

ส่วนซุนจื๊อนั้นเขาได้คิดว่าความดีงามของมนุษย์นั้นไม่ได้มีอยู่โดยธรรมชาติเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองที่จะต้อวางกฎระเบียบที่จะสอนให้ประชาชนมีคุณธรรมแม้สองคนนี้จะคิดต่างกันในเรื่องธรรมชาติของมนุษย์แต่ทั้งเม่งจื๊อและซุนจื๊อก็เน้นความสำคัญของการตั้งกฎระเบียบและการสอนให้ประชาชนทำตามกฎระเบียบ

นอกจากนี้ในยุคจ้านกั๋วลัทธิขงจื๊อก็ยังไม่ถูกใจพวกเจ้านายสักทีแนวคิดที่พวกเจ้านายนิยมมากที่สุดคือแนวคิดที่เรียกว่าลิทธิฝ่าจริงๆแล้วลัทธิฝ่าพัฒนาจากลัทธิขงจื๊อนั่นแหละนักการเมืองลัทธิฝ่าบางคนยั้งเป็นนักเรียนของซุนจื๊อด้วยทั้ลัทธิขงจื๊อและลัทธิฝ่าก็เน้นความสำคัญของการตั้งกฎระเบียบและการทำตามระเบียบในสังคมแต่ที่ต่างกันก็คือ ลัทธิฝ่าเสนอให้ใช้กฎหมายที่เข้มงวดและได้ใช้การลงโทษอย่างรุนแรงเพื่อให้ประชาชนเชื่อฟัง

เนื่องจากนี้ที่นครรัฐแรกที่เอาแนวคิดของลัทธิฝ่ามาใช้จนสำเร็จในตอนนั้นก็คือนครรัฐฉิน เมื่อ221ปีก่อนคริสตกาลต่อมาเจ้าเมืองฉินก็รบชนะอีกหกเมืองตั้งราชวงศ์ฉินขึ้นมาและตั้งตัวเองเป็นฮ่องเต้คนแกในประวัติศาสตร์จีน

ซึ่งก็คือจิ๋นซีฮ่องเต้หรือฉินฉื่อหฺวังตี้ที่เรารู้จักการปกครองด้วยความรุนแรงของจิ๋นซีฮ่องเต้จึงทำให้เขานั้นโดนพวกบัณฑิตลัทธิขงจื๊อวิพากย์วิจารณ์อย่างหนักจึงได้เกิดเหตุการณ์ที่ฮ่องเต้สั่งให้ปราบปรามลัทธิขงจื๊อที่เรียกว่าเผาตำราฝังบัณฑิต

จากนั้นราชวงศ์ฉินอยู่ได้ไม่กี่ปีก็เป็นอันล้มไปเพราะว่ามีการต่อต้านจากสังคมช่วงหลังก็มีราชวงศ์ฮั่นขึ้นมาแทนลัทธิขงจื๊อก็ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาเรื่อยๆ

ในสมัยจักรพรรดิฮั่นอู่ฮ่องเต้คนที่7ของราชวงศ์ฮั่นได้รับคำแนะนำจากนักคิดที่ชื่อว่า ต่ง จ้งซู โดยต่ง จ้งงซูได้เอาแนวคิดของลัทธิขงจื๊อผสมกับแนวคิดบางส่วนจากลัทธิฝ่าและลัทธิเต๋ากลายเป็นลัทธิขงจื๊อรุ่นใหม่

 

สนับสนุนโดย.  ทางเข้า ufabet ภาษาไทย

Continue Reading

ประวัติการสร้างพระธาตุ กล่องข้าวน้อย

       ที่จังหวัดยโสธรใครที่เคยเดินทางไปเที่ยวที่จังหวัดนี้จะเห็นว่าที่บ้านตาดอยู่ในเขตอำเภอเมืองนั้นจะมีพระธาตุองค์หนึ่งตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงบริเวณกลางทุ่งนา ซึ่ง พระธาตุนี้มีชื่อว่าปากคลอง  แต่โดยส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านเรียกกันว่าพระธาตุก่องข้าวน้อย  สำหรับประวัติความเป็นมาในการสร้างพระธาตุแห่งนี้ว่ากันว่าในสมัยก่อนนั้นต้องบริเวณพื้นที่นี้เป็นเพียงแค่ทุ่งนากว้างใหญ่ไพศาลเพียงเท่านั้น

รอตั้งนานนี้เป็นของเศรษฐีคนหนึ่งที่มีการปล่อยให้ชาวบ้านนั้นได้เช่าเอาไว้ทำมาหากิน โดยในตอนนั้นได้มีแม่ลูกคู่หนึ่งได้มีการเช่าที่นา ของเศรษฐีคนดังกล่าวไว้เพื่อเอาไว้ทำมาหากิน

       โดยในทุกๆเช้าลูกชายจะมีหน้าที่ออกไปทำงานตั้งแต่เช้ามืดส่วนแม่ของเขาซึ่งเป็นชราภาพมากแล้วก็จะคอยหุงหาอาหารหลังจากทำเสร็จแล้วก็จะนำไปให้ลูกชายกินที่บริเวณกลางทุ่งนาซึ่งวิถีชีวิตของพวกเขานั้นเป็นแบบนี้เป็นประจำแต่แล้วอยู่มาวันหนึ่งขณะที่ลูกชายของเขาออกไปทำงานตามปกตินั้นปรากฏว่าด้วยความชราภาพของแม่จึงเกิดเป็นลมกว่าจะฟื้นคืนสติขึ้นมาก็สายมากแล้วหลังจากนั้นนางก็รีบหุงหาอาหารเพื่อเอาไปให้ลูกชายกิน   

        ส่วนทางด้านลูกชายของนางนั้นจากแม่ที่จะเตรียมไปให้ตั้งแต่เช้ายันสายก็ยังไม่ได้กินจนเกิดความรู้สึกหิวเป็นอย่างมากและเมื่อเห็นแม่ค่อยๆเดินมาหาก็เกิดความรู้สึกหงุดหงิดยิ่งไม่เห็นกับข้าวที่แม่เตรียมเอามาให้มีเพียงแค่น้อยนิดเท่านั้นก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจเกรงว่ากินเข้าไปแล้วจะไม่อิ่มและด้วยความโมโหจึงได้ใช้ ไม้ที่อยู่ใกล้ๆมือ ฟาดไปที่ร่างของแม่จนทำให้แม่นั้นตกลงหลังจากนั้นลูกชายก็ไปกินข้าว  จนเมื่อเขากินอิ่มแล้วก็เห็นว่าข้าวที่แม่เตรียมมาให้น้ำยังไม่หมดหลังจากนั้นเขาจึงสมนึกได้ว่าได้ทำร้ายแม่จึงเข้าไปดูแม่แต่ปรากฏว่าแม่ของเขาเสียชีวิตแล้ว

        ทำให้เขาเสียใจเป็นอย่างมาก  เมื่อรู้ตัวว่าตัวเองได้ฆ่าแม่ตายแล้ว ก็เกิดการสำนึกผิดเขาจึงได้มีการทำพิธีเขาส่งให้กับแม่ของเขาและได้ชักชวนชาวบ้านรวมถึงญาติพี่น้องของเขานั้นช่วยกันนำก้อนอิฐมาสร้างเป็นพระธาตุเจดีย์เอาไว้ตรงบริเวณที่แม่ของเขาเสียชีวิตหลังจากนั้นก็นำมติของแม่ของเขาใส่ไปในพระธาตุและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพระธาตุเจดีย์ก็อยู่ที่นี่มาตั้งแต่นั้นจนมาถึงปัจจุบันนี้จึงทำให้พระธาตุเจดีย์แห่งนี้มีการเรียกชื่อว่าพระธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่

 

สนับสนุนโดย  แทงมวยยกต่อยก

Continue Reading

ตำนาน บึงตาเพชร จังหวัดสุพรรณบุรี 

              ที่จังหวัดสุพรรณบุรีมีบึงขนาดใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งปัจจุบันนี้มีการเรียกชื่อกันว่าบึงตาเพชรเลยบึงแห่งนี้อยู่ในเขตพื้นที่ของอำเภอบางปลาม้าและบึงแห่งนี้ ได้มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับที่มาของชื่อซึ่งบึงแห่งนี้นั้นชาวบ้านพากันเรียกว่าวังตาเพชรส่วนสาเหตุที่มีการเรียกชื่อวังตาเพชรได้มีการเล่าขานออกมาเป็นตำนานนิทานว่าในสมัยก่อนนั้นมีชายคนหนึ่งซึ่งเป็นชายแก่เขาเป็นผู้ที่มีความเก่งกล้าเป็นผู้ที่ร่ำเรียนวิชาอาคมต่างๆ

สามารถกลายร่างเป็นสัตว์อะไรก็ได้โดยชายแก่คนนี้ชื่อว่าตาเพชรเขามีภรรยาอยู่ด้วยกันหนึ่งคนซึ่งเขารักใคร่ภรรยาของเขานั้นเป็นอย่างดีบ้านของตาเพชรนั้นจะอยู่ตรงข้ามกับวัดโดยมีแม่น้ำขนาดใหญ่ขวางกั้นอยู่ซึ่งปกติแล้วตาเพชรและภรรยามักจะเดินทางไปทำบุญที่วัดอยู่เป็นประจำ 

โดยการข้ามสั่งจากบ้านของตาเพชรไปที่วัดนั้นส่วนใหญ่แล้วตาเพชรจะร่ายคาถาอาคมกลายร่างตนเองไม่เป็นจระเข้และให้ภรรยานั้นนั่งอยู่บนหลังแล้วพาภรรยาลอยคลองข้ามแม่น้ำไปที่วัดซึ่งตาเพชรจะสามารถกลายร่างเป็นคนได้โดยการที่จะต้องเอาน้ำมนต์ราดที่หัวของจระเข้โดยทุกครั้งที่ตาเพชรแปลงร่างเป็นจระเข้ก็จะมีการเตรียมขันน้ำมนต์เอาไว้ให้ภรรยาถือ

เพื่อที่เมื่อไปถึงฝั่งทางด้านวัดก็จะได้มีการให้ภรรยานำเอาน้ำมนต์ราดที่หัวแล้วก็จะได้กลายร่างเป็นคนซึ่งตาเพชรและภรรยาก็ทำแบบนี้เรื่อยมาอยู่มาวันหนึ่งในขณะที่ตาเพชรกลายร่างเป็นจระเข้พาภรรยาข้ามฟากไปที่วัดเพื่อทำบุญนั้นระหว่างทางแม่น้ำเจ้าพระยาเกิดทำขันน้ำมนต์ 6 ลงแม่น้ำทำให้ไม่มีน้ำมนต์ที่จะมาลากที่หัวของจระเข้ตาเพชรให้กลายร่างกลับมาเป็นคน

และก็ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือในการเสกให้ตาเพชรกลับกลายร่างมาเป็นคนได้ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาตาเพชร ก็กลายเป็นจระเข้อยู่ในคลองแห่งนั้นเรื่อยมาไม่สามารถกลับมาเป็นคนได้อีก และจระเข้ตาเพชรก็วนเวียนอยู่ภายในบึงแห่งนั้นเรื่อยมาจนหมดอายุขัยจึงได้ตายไปนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเบิ่งดังกล่าวจึงถูกชาวบ้านเรียกกันว่าบึงตาเพชรหรือวังตาเพชรนั่นเอง

สำหรับเรื่องเล่าของวังตาเพชรนี้ เป็นเรื่องเล่าของชาวบ้านที่มีการเล่าขานกันให้ลูกหลานได้ฟังโดยเราเป็นเรื่องของนิทานก่อนนอนให้เด็กๆฟังซึ่งปัจจุบันนี้ตำนานนิทานวังตาเพชรยังคงมีการเล่าขานกันอยู่และนิทานเรื่องวังตาเพชรนี้ก็อยู่ในตำนานของจังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรีนั้นยังมีอีกหลายตำนานที่พูดถึงสถานที่ต่างๆว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร

 

สนับสนุนโดย    บาคาร่าเว็บไหนดี

Continue Reading

เกาะร้างฮาชิมะ ที่ประเทศญี่ปุ่น

            ที่ประเทศญี่ปุ่น ในจังหวัด นางาซากิ  ได้มีเกาะแห่งหนึ่งเป็นเกาะกลางทะเล ซึ่งเกาะแห่งนี้ เป็นเกาะที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก โดยชื่อเสียงที่คุณรู้จักกันนั้น ส่วนใหญ่เล่ากันว่าเกาะร้างแห่งนี้เป็นเกาะที่เกี่ยวข้องกับผีสิง เป็นเกาะที่มีความน่ากลัว และผู้คนต่างก็ไม่อยากมาที่เกาะแห่งนี้กันเลยทีเดียว แต่เดิมนั้นเกาะร้างฮาชิมะแห่งนี้ไม่ได้เป็นเกาะร้าง

แต่เป็นเกาะที่มีการสร้างเอาไว้เพื่อเป็นสถานที่กักตัวนักโทษ โดยเป็นนักโทษในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ดังนั้นนักโทษที่เคยอยู่บนเกาะร้างฮาชิมะนั่นก็คือกลุ่มนักโทษชาวจีนและนักโทษชาวเกากลีใต้  โดยนักโทษดังกล่าวนั้นจะมีการถูกทหารญี่ปุ่นบังคับให้ไปทำเหมืองถ่านหิน และในช่วงที่มีการขังนักโทษที่เอาไว้ทำเหมืองถ่านหินนั้น

ก็จะมีนักโทษที่เสียชีวิตอยู่บนเกาะนั้นหลายคน บางคนเสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่บางคนก็ทำงานหนักจนเสียชีวิต หลังจากที่หมดช่วงสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว บนเกาะดังกล่าวไม่มีคนอยู่ หลังจากนั้น ได้มีบริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศญี่ปุ่นมาซื้อเกาะดังกล่าวนี้เอาไว้  ซึ่งบริษัทที่ซื้อเกาะแห่งนี้คือ บริษัทมิตซูบิชิ

  โดยทางผู้บริหารของบริษัทมีความตั้งใจที่จะมีการทำงานเหมืองถ่านหินต่อ เพราะที่นี่เป็นเหมืองขนาดใหญ่ แต่ผ่านไปไม่นานทางบริษัทมิตซูบิชิก็ได้ประกาศปิดเหมืองถ่านหินนี้ลง เนื่องจากว่าเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของประเทศญี่ปุ่น ทำให้คนญี่ปุ่น ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้งานจากพลังงานของถ่านหินอีกต่อไป ดังนั้นผู้บริหารของมิตซูบิชิจึงได้สั่งคนงานที่อยู่บนเกาะฮาซิมะทั้งหมด ออกมาจากเกาะและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเกาะฮาชิมะจึงได้กลายมาเป็นเกาะร้าง ซึ่งตอนนี้ไม่มีคนเข้าไปที่เกาะดังกล่าวอีกเลย เพราะเกาะดังกล่าวเป็นของเอกชน รัฐบาลจึงไม่ได้เข้ามาปรับปรุงเกาะ

ทำให้บนเกาะฮาชิมะ ไม่มีสิ่งก่อสร้างใหม่ใหม่และยังไม่มีสิ่งที่มีชีวิตอยู่บนเกาะ ขนาดที่ว่าต้นไม้ก็ไม่ขึ้นที่เกาะนี้อีกเลย ทำให้เกาะนี้ยิ่งดูน่ากลัว เพราะตึกและอาคารมีความเก่าและชำรุดทรุดโทรม เนื่องจากไม่มีใครมาบูรณะ ก่อนหน้านี้เคยมีการเล่าลือกันว่าเคยมีภาพยนต์เรื่องหนึ่งมาขอถ่ายทำรายการบนเกาะ และตอนที่มีการถ่ายทำหนังกันอยู่นั้น มีนักแสดงบางคนมีอาการประหลาดคล้ายกับว่ามีวิญญาณสิงร่าง

ซึ่งนักแสดงที่ถูกผีสิงนั้นได้บอกว่าเธอเชื่อว่าที่นี่น่าจะมีวิญญาณอยู่หลายดวง และยังต้องเป็นวิญญาณอาฆาตอย่างแน่นอนทำให้หลังจากเรื่องนักแสดงถูกผีสิงก็ยิ่งไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เกาะอีกเลย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  คาสิโนสด

Continue Reading

ตำนานตุ๊กตา ซารีต้า

ในปี 2017 ได้มีครอบครัวชาวเปรูอยู่ครอบครัวหนึ่งพวกเขาได้มีการถ่ายคลิปและมีการแชร์คลิปดังกล่าวโดยบอกว่าเป็นการถ่ายคลิปตุ๊กตาอาถรรพ์ พวกเขาบอกว่าพวกเขาเป็นเจ้าของตุ๊กตาอาถรรพ์ตัวนี้ด้วยเขาถ่ายคลิปเสร็จแล้วนำไปแชร์ลงบน youtube ส่วนผู้ที่ถ่ายคลิปตุ๊กตาตัวดังกล่าวและเป็นเจ้าของตุ๊กตาด้วยเธอมีชื่อว่า ไอวอน โนเนต 

โดยเธอได้บอกถึงที่มาของตุ๊กตาอาถรรพ์ตัวดังกล่าวว่าเธอได้ตุ๊กตาตัวนี้มาจากหลานสาวของเธอก่อนที่หลานสาวของเธอจะเสียชีวิตเมื่อ 7 ปีที่แล้ว และเธอได้ใช้ตุ๊กตาอาถรรพ์ตัวนี้เป็นตัวแทนของหลานสาวของเธอที่เสียชีวิตไปแล้ว สำหรับตุ๊กตาอาถรรพ์ตัวนี้ ไอวอน โนเนต ได้มีการตั้งชื่อให้กับตุ๊กตาตัวนี้ว่า ซารีต้า ซึ่งตุ๊กตาตัวดังกล่าวนั้นมีเส้นผมสีบลอนด์และมีตาสีน้ำเงินออกฟ้า และที่สำคัญตุ๊กตา ซารีต้า ตัวนี้ มีปุ่มกดอยู่ที่กลางหน้าอกของเธอด้วย

ซึ่งปุ่มกดดังกล่าวนั้นมีการบันทึกเสียงเอาไว้ซึ่งถ้าหากใครไปกดจะได้ยินเสียงตุ๊กตาพูดว่าพ่อของเรา  และ ไอวอน โนเนตได้เล่าถึงความลี้ลับ และความแปลกประหลาดของตุ๊กตาตัวนี้ว่าบางครั้งบ้านตุ๊กตา ซารีต้า วางอยู่ตัวเดียวซึ่งไม่มีใครไปโดนตุ๊กตาเลยกลับพบว่ามีเสียงตุ๊กตาร้องออกมาว่าพ่อของเราขึ้นมาเอง และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งไปกว่านั้นก็คือระบบเขาวางตุ๊กตาไว้ที่บริเวณไหนในช่วงเวลากลางคืนตื่นเช้าขึ้น

มาตุ๊กตาจะไม่อยู่ที่เดิม และ ไอวอน โนเนต ยังเล่าอีกว่าเธอมีลูกลูกทั้งหมด 3 คนเล่นเด็กๆทั้ง 3 คนนั้นมักจะพบเจอเหตุการณ์ประหลาดนั่นก็คือเมื่อตื่นเช้าขึ้นมาตามร่างกายของเด็กน้อยทั้ง 3 คนนั้นจะมีร่องรอยการถูกขีดข่วนทั่วตามร่างกายเลยทีเดียว  และ ไอวอน โนเนต  ยังเล่าต่ออีกว่าลูกสาวคนโตของเธอชื่อว่าแองจี้ชอบมาเล่าให้เธอฟังว่าในช่วงเวลาตอนกลางคืนในขณะที่แองจี้กำลังนอนอย่างนั้นที่มักจะรู้สึกว่าตุ๊กตาตัว

ดังกล่าวมักจะจ้องมองมายังที่แองจี้ จากมุมใดมุมหนึ่งของห้องในช่วงเวลาตอนกลางคืน เด็กๆได้ร้องขอให้แม่ของพวกเขาหนังตุ๊กตา ซารีต้า ตัวดังกล่าวไปทิ้งหรือเอาออกให้คนไปจากบ้านของพวกเขา แต่ ไอวอน โนเนต  ก็ยังเกิดความลังเลใจเนื่องจากว่าตุ๊กตาตัวนี้เป็นตัวแทนของหลานสาวของเธอ และยังเป็นตัวแทนของน้องบุญธรรมของเธอที่เสียชีวิตไปจากการฆ่าตัวตายนั่นเอง

แน่นอนว่าสิ่งที่เธอทำหลังจากที่ลูกของเธอร้องขอเธอได้ไปตามคนทรงมาช่วยปัดเป่าอาถรรพ์ภายในบ้านซึ่งเธอเองก็ไม่รู้ว่ามันจะสามารถช่วยอะไรได้หรือไม่ เพราะนับตั้งแต่ที่เธออัดคลิปบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับให้คนทรงมาช่วยกำจัดปัดเป่าอาถรรพ์ภายในบ้างเธอก็ไม่ได้มีการแจ้งข่าวใดๆเกี่ยวกับอาหารที่เกิดขึ้นภายในบ้านของเธออีกเลยซึ่งเราก็อาจจะเชื่อกันได้ว่าอาการที่เกิดขึ้นภายในบ้านของเธอนั้นอาจจะถูกจัดการไปแล้วเรียบร้อยก็ได้

 

ขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนโดย  เซ็กซี่ บาคาร่า ขั้นต่ำ10บาท

Continue Reading

ตำนานพุทธรูปพระขวางที่จังหวัดชุมพร

          ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดชุมพรอยู่ตรงบริเวณตำบลขุนกระทิงจะมีพระพุทธรูปองค์หนึ่งซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่มีความสวยงามมากโดยพระพุทธรูปองค์นี้ชาวบ้านต่างเรียกกันว่าพระขวางซึ่งวัดที่มีการนำพระพุทธรูปพระขวางมาประดิษฐานไว้นั้นชื่อวัดพระขวางนั่นเองสำหรับตำนานเรื่องเล่าที่จะมาพูดถึงกันในวันนี้ก็คือประวัติของพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวที่มีความศักดิ์สิทธิ์โดยชาวบ้านได้มีการพูดถึงพระพุทธรูปองค์นี้

แต่เดิมที่เคยมาอยู่ที่วัดพระขวางแห่งนี้แรกๆนั้นว่ากันว่าพระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปที่ลอยมากับน้ำซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวนั้นน่าจะลอยมาจากประเทศพม่าเมื่อไหร่มาเรื่อยๆก็มาติดอยู่ตรงบริเวณหน้าวัดซึ่งปัจจุบันก็คือหน้าวัดพระขวางนั่นเองแต่เมื่อก่อนนั้นวัดพระขวางยังไม่มีชื่อเป็นเพียงแค่วัดร้างเท่านั้นพอชาวบ้านผ่านมาเห็นว่ามีพระพุทธรูปลอยอยู่ติดตรงบริเวณหน้าวัดร้างก็พากันมารวมตัวจะนำพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวขึ้นบนฝั่ง

แต่ไม่ว่าจะช่วยกันดึงช่วยกันลากมากแค่ไหนทุกๆวงดังกล่าวก็หนักมากจนไม่สามารถนำขึ้นมาบนฝั่งได้ตกตอนกลางคืนชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านต่างก็ฟันเหมือนกันหมดว่าถ้าอยากจะนำพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวขึ้นไปบนฝั่งให้เอาสายสินมาพันที่องค์พระพุทธรูปก่อนโดยสายศิลป์ที่จะพันนั้นจะต้องมีทั้งหมด 7 เส้นแต่ที่สำคัญจะต้องมีการสร้างที่พักให้กับพระพุทธรูปเป็นที่เรียบร้อยก่อนถึงจะอัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นไปได้รุ่งเช้าชาวบ้านต่างก็มาเล่าความฝันของตนเองว่าฝันในลักษณะแบบนี้ซึ่งทุกคนนั้นต่างก็ฝันตรงกันหมดจึงมีความเชื่อและความศรัทธา

ดังนั้นจึงได้รวมตัวกันสร้างสถานที่ให้พระพุทธรูปนั้นมาประดิษฐ์ฐานหลังจากนั้นก็นำสายสิญจน์ไปพัน 7 เส้นก็สามารถที่จะนำพระพุทธรูปองค์นั้นขึ้นมาได้ชาวบ้านจึงได้มีการตั้งชื่อพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวว่าพระขวางและเมื่อนำมาวางไว้ที่วัดร้างแห่งนี้จึงได้มีการบูรณะขึ้นมาใหม่โดยตั้งชื่อเป็นวัดผ้าป่าเช่นเดียวกับชื่อขององค์พระพุทธรูปนั้นเอง

แต่หลังจากที่พระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นมาอยู่บนบกก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นเมื่อในทุกๆวันจะมีสามเณรหรือไม่ก็หายไปวันละคนซึ่งทุกคนต่างก็แปลกใจมากว่าพระสงฆ์หรือสามเณรหายไปไหนจนชาวบ้านทนไม่ไหวได้แอบมาดูภายในวัดช่วงเวลาตอนกลางคืนในที่สุดก็เห็นว่าพระพุทธรูปพระขวางนั้นเป็นพระพุทธรูปที่กินสามเณรและกินเด็กเข้าไปชาวบ้านจึงได้ประชุมปรึกษาหารือกับท่านเจ้าอาวาสของวัดว่าจะมีวิธีการกำจัดพระพุทธรูปกินสามเณรอย่างนี้ได้อย่างไรบ้างท่านเจ้าอาวาสจึงได้มีการเขียนยันต์แล้วนำไปปลุกเสกใส่ปรอทหลังจากนั้น

ไปเลยไหวที่องค์พระพุทธรูปพระขวางซึ่งตั้งแต่ที่มีการทำพิธีปลุกเสกจากเจ้าอาวาสรูปองค์ดังกล่าวก็ไม่เคยกินเด็กอีกเลยและก็ไม่เคยมีเรื่องของข่าวคราวว่ามีเด็กหายไปอีกเลยและนี่คือตำนานของพระพุทธรูปที่วัดพระขวางนั่นเอง

 

ขอขอบคุณ  จีคลับ สล็อต มือถือ  ที่ให้การสนับสนุน

Continue Reading