ตำนานความเชื่อของพญานาค

ตำนานความเชื่อของพญานาค สำหรับพญานาคที่มีชื่อว่าเอราปถโดยนาคตระกูลนี้จะมีสีเขียวและการเกิดของนาคตระกูลนี้ก็คือเกิดอัณฑะได้เกิดจากฟองไข่นั่นเองโดยในความเชื่อนาคตระกูลนี้คนไทยมีความเชื่อว่าน่าจะอาศัยอยู่ในเมืองบาดาลลึกลงไปจากพื้นดินหนึ่งโยชหรือประมาณ16กิโลกเมตรนั่นเอง

ซึ่งในบางตำนานก็ได้เชื่อว่าได้อาศัยอยู่ในถ้ำลึกลงไปใต้ดินประมาณ50โยชหรือประมาณ800กิโลเมตรเรื่องราวในการพบเห็นพญานาคที่ถูกเล่าคาดกันมาอย่างมากมายก็มักจะพบเห็นพญานาคในตระกูลนี้แหละเพราะว่าเป็นโอกาศที่พญานาคพบเห็นมากที่สุดแล้ว

นอกจากนี้นาคตระกูลต่อมานั่นก็คือตระกูลฉัพพยาปุตตะพญานาคในตระกูลนี้จะมีสีสันสวยงามก็คือเป็นสีรุ้งนั่นเองการเกิดของนาคในตระกูลนี้จะเกิดแบบชลาพุชะนั่นก็คือการเกิดจากครรภ์ของมารดานั่นเองโดยถิ่นที่อยู่อาศัยของนาคตระกูลนี้มันค่อนข้างที่จะลึกลับมากๆเลย

โดยบางคนก็ได้บอกว่าได้อาศัยอยู่ใต้บาดาลหรือบางตำนานก็อาจจะบอกว่าได้อาศัยอยู่ในถ้ำหรือในป่าหรือแม้กระทั่งบนภูเขานั่นเองและนาคตนนี้ก็จะมีโอกาศที่จะพบน้อยอยู่เหมือนกันเนื่องจากว่าถิ่นที่ได้อยู่อาศัยที่ไม่แน่ชัดนั่นเอง

สำหรับนาคตนนี้เป็นตระกูลกัณหาโคตมะนาคตนนี้จะมีสีดำและการเกิดของนาคตระกูลนี้ก็คือเกิดแบบสังเสทชะหมายความว่าเกิดขึ้นมาจากเหงื่อใคลและสิ่งหมักหมมโดยนาคตระกูลนี้เป็นนาคที่สามารถจะพบเห็นได้ยากมากที่สุดเนื่องจากว่านาคในตระกูลนี้ส่วนใหญ่แล้วจะนอนหลับเป็นเวลานานคือจะนอนหลับเป็นเวลานับพันปี

เพราะฉะนั้นแล้วตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนาในครั้งที่พรพุทธเจ้าได้ลอยถาดข้าวมธุปายาสเพื่อเสี่ยงทายว่าถ้าพระองค์จะได้ตรัสรู้ก็ขอให้ถาดได้ลอยถวนน้ำไปแต่ถ้าหากว่าไม่สำเร็จตามความประสงค์ก็ขอให้ถาดนี้ลอยตามน้ำไปและพญานาคตระกูลกัณหาโคตมะนี้เองที่เราเชื่อว่าเป็นนาคที่รอรับถาดข้าวมธุปายาสมาจากพระพุทธเจ้านั่นเอง

ซึ่งหนึ่งในนาคที่เรารู้จักในพระพุทธศาสนานั่นก็คือพญานาคมุจลินท์นั่นเองโดยพญานาคมุจลินท์นี้เองเป็นผู้ประทับปกป้ององค์พระพุทธเจ้าในพระสูตรระบุว่าไม่นานหลังจากพระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้แล้วก็ได้เกิดฝนฟ้าคะนองอย่างรุนแรงประกอบกับได้มีลมหนาวพัดต่อเนื่องอีกด้วย

เนื่องจากนี้พญานาคมุจลินท์จึงได้คดรอบตัวของพระพุทธเจ้าและได้ใช้เศียรทั้ง7ของพญานาคคุมพระเศียรของพระพุทธเจ้าเพื่อไม่ให้พระพุทธองค์ต้องเปียกฝนนั่นเองหลังจากที่ฝนหยุดแล้วพญานาคมุจลินท์จึงได้คลายคดออกและก็แปลงกายเป็นชายหนุ่มรูปงามประทับเข้าเฝ้าอยู่ต่อหน้าองค์พระพุทธเจ้านั่นเอง

 

สนับสนุนโดย    สมัคร Gclub

Continue Reading

ตำนาน Baphomet 

        ตำนาน Baphomet   ปีศาจขนหน้าแพะ  เชื่อว่าเพื่อนเพื่อนหลายคนที่นิยมการเล่นเกม น่าจะคุ้นเคยกับใบหน้าของ Baphomet  กันเป็นอย่างดี เพราะเรามักจะเห็นอยู่ในเกมออนไลน์แบบ raknarok  และ Baphomet  นั้นมักจะถูกผู้คนเข้าใจผิดว่าเขาเป็นซาตานอยู่เสมอ 

           ปัจจุบันเรามักจะเห็นรูปปั้นของ Baphomet  ตามโบถ์ต่างต่าง เพราะ Baphomet  นั้นตอนนี้เขากลายมาเป็นสัญลักษณ์ของโบถส์ไปแล้ว   สำหรับ Baphomet  แต่เดิมนั้นเธอเป็นผู้หญิง เป็นมนุษย์ทั่วไปและเธอมีชือว่า บาร่า  เธอมีนิสัยชั่วร้ายมากจนชาวบ้านทนไม่ได้

             ดังนั้นชาวบ้านจึงได้บูชาโลกิ  ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งเปลวไฟ  และได้มีการขอร้องให้โลกิช่วย ดังนั้นโลกิ จึงได้สาปให้บาร่าเป็นปีศาจแพะ และมีชื่อเรียกว่า Baphomet  จากนั้นโลกิก็ร่ายมนต์ปิดผนึกเอาไว้ แต่ในเวลาต่อมาผนึกของโลกิก็กำลังอ่อนลง จนในที่สุด Baphomet ก็หนีออกมาจากผนึกของโลกิได้ หลังจากนั้น Baphomet  ก็ได้มีลูกโดยลูกของเธอนั้นมีชื่อเรียกว่า Baphomet  จูเนียร์ 

           จากนั้นสองแม่ลูกก็ได้ออกมาอาละวาดทำร้ายผุ้คนอีกครั้ง จนชาวเมืองต้องขอร้องโลกิอีกรอบ โลกิจึงต้องต่อสู้กับสองแม่ลูก และเมื่อชนะก็ได้มีการปิดผนึกขังสองแม่ลูก Baphomet กับ Baphomet  จูเนียร์ใหม่อีกครั้ง  แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปนานถึง 800 ปี  Baphomet  ก็มีอำนาจที่แกร่งกล้ามากขึ้นและในที่สุด Baphomet  ก็หลุดออกมาจากผนึกของโลกิได้อีกครั้งหนึ่ง  และได้ออกมาสร้างกองทัพปีศาจ และ Baphomet  ได้นำพากองทัพปีศาจของตนเองไปต่อกรกับพระเจ้าในที่สุด

          ซึ่งการต่อสู้กันในครั้งนี้ Baphomet  สามารถเอาชนะโลกิได้ ทำให้โลกิจำเป็นต้องถอยทัพ และ Baphomet  ก็เข้ายึดครองเมืองซู   ซึ่งหลังจากที่ Baphomet ยึดครองเมืองซูได้แล้ว Baphomet  ก็เปลี่ยนให้เมืองซูกลายมาเป็นอาณาจักรของปีศาจ แต่ไม่นานเมืองซูก็กลายมาเป็นเมืองร้างในที่สุด  

            สำหรับนักวิชาการ มีการสันนิฐานกันว่าในอดีต Baphomet  น่าจะเป็นตัวแทนแห่งความอุดมสมบูรณ์มาก่อน แต่พอมีศาสนาคริตเข้ามาเผยแพร่  Baphomet  ก็เลยถูกกล่าวว่าเป็นปีศาจไป ในช่วงท้ายปี ค.ศ. 1300 กษัตรย์ ฟินลิป  แห่งฝรั่งเศสได้ยืมเงินเป็นจำนวนมากจากอัศวินแทมพร่า แต่ว่าต่อมากษัตร์องค์ดังกล่าวคิดจะเบี้ยวหนี้  ดังนั้นกษัตรย์องค์นี้จึงกล่าวหาว่าพวก เทมพร่า มีการบูชา Baphomet  และได้มีพฤติกรรมต่อต้านพระเจ้า 

         ดังนั้นในวันศุกร์ที่ 13  ปี ค.ศ. 1307  ควีนฟินลิป ได้มีคำสั่งให้จับกุมตัว และสั่งประหารชีวิตเทมพร่าไนท์ ทั้งหมดในประเทศฝรั่งเศส  ด้วยข้อหาที่ว่าเป็นพวกนอกรีต และกล่าวว่าการที่ประหารพวกเทมพร่าไนท์นั้นคือการล้างบาปให้กลุ่มเทมพร่าไนท์ครั้งใหญ่  อย่างไรก็ตามที่เทมพร่าไนท์บูชา Baphomet  เพราะเห็นว่าเป็นตัวแทนแห่งปัญญานั่นเอง ส่วนสัญลักษณ์ของ Baphomet  ก็คือ ดาวห้าแฉกกลับหัว ซึ่งจะตรงข้าม

 

สนับสนุนโดย.  ฝาก-ถอน ออ โต้ จีคลับ

Continue Reading

อาถรรพ์ของวันศุกร์ 13

สำหรับตามความเชื่อของชาวสุเมเรียนที่เขาได้เชื่อว่าเลข12นั้นจะเป็นเลขแห่งความสมบูรณ์ดังนั้นอะไรที่มันได้เกินมาหนึ่งตัวมันก็จะกลายมาเป็นความโชคร้ายนั่นก็คือเลข13นั่นเอง อาถรรพ์ของวันศุกร์ 13 ชาวสุเมเรียนเขาได้เป็นคนที่คิดค้นระบบ12ขึ้นมาอย่างเช่นปีหนึ่งมี12เดือนวันหนึ่งได้ถูกแบ่งออกเป็นสองช่วงช่วงละ12ชั่วโมงหรือว่าจะเป้นการนับสิ่งของที่นับเป็นโหลๆในปัจจุบันก็ได้เอามาจากเขา

ดังนั้นแล้วตัวเลขที่มันได้เกินมาหนึ่งเลขก็จะหมายถึงความไม่สมบูรณ์หรือโชคร้ายนั่นก็คือเลข13นั่นเองอีกทั้งมันก็ยังมีอยู่หลายตำนานมากแต่เอาเป็นว่าด้วยความเชื่อของคนโบราณเหล่านี้นี่เองก็เลยทำให้คนมองว่าเลข13นี้เป็นอะไรไปแล้วทีนี้พอมันมีเรื่องอะไรร้ายเข้ามาเขาก็จะเอาเลข13ไปเกี่ยวข้องกันหมดเลย

ซึ่งยังรวมไปถึงบันไดของคนที่จะขึ้นไปแขวนคอก็ยังมี13ขั้นสมาชิกของกลุ่มแม่มดบูชายันซาตานเองก็ต้องมี13คนเชื่อไปถึงขนาดที่ว่าใครมีอักษรชื่อรวมกันแล้วได้13ตัวคนนั้นจะต้องเป็นคำสาปจะต้องเป็นปีศาจร้ายถ้าหากเราลองสังเกตดูดีๆเหล่าฆาตกรโหดๆชื่อดังของโลกมันก็จะมีอักษณประกอบไปด้วย13ตัวเช่นกัน

นอกจากนี้หากใครสังเกตดูดีๆสิ่งต่างๆที่เราได้เล่ามานี้มันยังไม่มีวันศุกร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลยและอย่างนี้ศุกร์ที่13มันมาจากไหนต้องบอกว่าแต่เดิมทั้งสองอย่างนี้มันก็เคยแยกกันมาก่อนคือวันศุกร์ก็จะเชื่อว่ามันเป้นวันที่ไม่ดีมาตั้งแต่ชาวโรมันโบราณ

เนื่องจากชาวโรมันโบราณเขาก็จะเอาวันศุกร์มาเป็นวันประหารมันก็เลยมาเป็นวันที่ทำมพระเยซูถึงจับประหารวันศุกร์ก็ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นเรื่องความบบังเอิญอะไรหรอกคือชาวโรมันโบราณเขามีตารางการประหารอะไรวันนี้อยู่แล้วนั่นเอง

โดยในวัฒนธรรมวันนี้มันได้อยู่คู่กันมาจนกระทั่งถึงยุคกลางที่ว่าวันประหารยังเป็นวันศุกร์อยู่อย่างใช่ในอังกฤษเขาจะมีการแขวนคอนักโทษเขาก็จะเลือกวันศุกร์เป็นวันประหาร

ดังนั้นพอมันได้มีอะไรที่เกี่ยวข้องการตายที่ได้เกิดขึ้นในวันศุกร์นี่บ่อยๆเขาก็เลยได้เอาวันศุกร์นี้มาเป็นวันซวยเสียเลยทีนี้เพื่อที่จะทำให้มันดูหนักเข้าไปอีกเขาก็ได้บวกเลข13คนอื่นเข้าไปโดยเชื่อกันอยู่แล้วว่ามันเป็นเลขแห่งความซวยเลยทำให้มันซวยสุดๆกันไปเลยนั่นก็เลยทำให้เวลาต่อมามันได้กลายมาเป็นเรื่องเล่าที่เกี่ยวกับศาสนา

 

ได้รับการสนับสนุนเรื่องราวโดย.  แจ้งฝาก-ถอน ufabet

Continue Reading

ตำนานถ้ำขุนน้ำนางนอน

      สำหรับตำนานของ ถ้ำขุนน้ำนางนอน ในตำนานนี้จะมีการพูดถึงสถานที่ต่างๆบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงกับถ้ำขุนน้ำนางนอนไม่ว่าจะเป็นหนองตานาหรือแม้แต่น้องระกาและยังมีถ้ำทรายทองรวมถึงพระธาตุจอมนาคซึ่งเป็นตำนานที่มีการเกี่ยวโยงซึ่งกันและกันจนเกิดเป็นตำนานของแต่ละสถานที่แห่งนี้

       สำหรับตำนานที่พูดถึงกันในครั้งนี้นั้นเป็นการพูดถึงว่าทำไมสถานที่ต่างๆจึงเกิดขึ้นและทำไมชาวบ้านถึงพากันเรียกชื่อสถานที่ต่างๆด้วยชื่อแบบนี้ซึ่งเราจะมาดูกันว่าเหตุผลที่ชาวบ้านต้องมีการเรียกชื่อแบบนี้นั้นมีตำนานว่าอย่างไรกันบ้าง

       โดยตำนานมีการพูดถึงพญานาคตัวหนึ่งซึ่งพญานาคตัวดังกล่าวนั้นมีลูกสาวอยู่ตัวหนึ่งและลูกสาวของเขานั้นได้ถูกพญาครุฑลักพาตัวไปเขาจึงได้ออกด้านนอกติดตามหาลูกสาวของเขาด้วยความรักหลังจากหามาเป็นระยะเวลานานจนในที่สุดเขาก็มาพบลูกสาวของเขานั้นนอนหมดสติอยู่ตรงบริเวณที่เรียกว่าต้นน้ำซึ่งพญานาคตนนั้นก็ได้มีการเจรจาตกลงกับพญาครุฑเพื่อทำการแลกเปลี่ยนนำลูกสาวกลับไป

      โดยพญาครุฑนั้นได้มีการตั้งข้อแลกเปลี่ยนว่าพญานาคจะต้องมีการนำทองคำมาแลกกับตัวลูกสาวของเขาซึ่งพญานาคนั้นก็ได้มีการนำทองคำมาจากกันของพญานาคนำมาแลกตัวและเขาก็ได้ลูกสาวของเขากลับไปยังท่านในที่สุดนั่นเอง  ซึ่งสถานที่ต่างๆไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่พญานาคพบตัวลูกสาวหรือสถานที่ในการขนทองคำมาให้และสถานที่ในการจัดเก็บทองคำต่างๆนั้นชาวบ้านผ่านก็ได้มีการตั้งชื่อสถานที่ต่างๆเหล่านั้นเอาไว้

    ยกตัวอย่างเช่นที่ตำนานบอกว่าจุดที่พญานาคเจอลูกสาวนั้นเป็นจุดที่เป็นต้นน้ำซึ่งจุดนี้เองชาวบ้านได้มีการเรียกชื่อจุดนี้ว่าขุนน้ำนางนอน   ในช่วงที่พญานาคได้ดำลงไปในถ้ำบาดาลเพื่อนำทองคำขึ้นมานั้นตรงบริเวณนี้ตำนานเรียกจุดนี้ว่าหนองตานาค   และยังมีสถานที่ที่พญานาคนำทองคำเอามาให้กับพญาครุฑนั้นต้องจุดนี้ชาวบ้านเรียกกันว่าหนองระกา    หรือไม่ก็เป็นจุดที่พญาครุฑเอาทองคำไปซ่อนเอาไว้ซึ่งตรงนั้นเรียกว่าถ้ำทรายทอง

      และท้ายที่สุดแล้วยังมีสถานที่ที่พญานาคนั้นได้มีการสร้างเจดีย์เอาไว้ซึ่งเจดีย์ดังกล่าวนั้นพญานาคต้องการสร้างให้เป็นอนุสรณ์สถานให้กับตนเองและลูกสาวโดยชาวบ้านก็ได้มีการทราบถึงตำนานการสร้างเจดีย์แห่งนี้จึงมีการเรียกเจดีย์แห่งนี้ว่าพระธาตุจอมนาคนั้นเอง

        และสถานที่ตามตำนานที่มีการพูดถึงนั้นปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่ซึ่งเราสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆนี้ได้ 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    ufabet ฝาก-ถอน ออโต้

Continue Reading

ตำนานเสาหลักเมืองสร้างมาจากมนุษย์จริงหรือไม่?

ตำนานเสาหลักเมือง ซึ่งเราได้ไปเจาะลึกลงไปหาข้อมูลลงลึกไปเรื่อยๆว่ามันยังมีหลักฐานมันยังมีอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับพิธีอะไรที่เกี่ยวข้องกับการตอกเสาเข็มหรือการตอกมนุษย์เหล่านี้อีกหรือไม่ปรากฏว่ามีและหลักฐานตรงนี้เราขอบอกเลยว่าเป็นหลักฐานทางหน้าประวัติศาสตร์ที่เขาได้มีการบันทึกเอาไว้เป็นรายลักอักษรในอดีตสมัยก่อนที่ได้มีการยืนยันอย่างชัดเจนแล้วว่านี่เป้นของจริงด้วย

โดยหลักฐานชิ้นนั้นนั่นก็คือบักทึกของ Uan Uliets Siam หรือบันทึกของนายวัน วลิตนั่นเองและได้มีหลายๆคนได้ตั้งคำถามว่านายวัน วลิตคือใครเขาเป็นใครถ้าจะให้อธิบายให้เข้าใจง่ายๆเลยก็คือ ฝรั่งที่ได้เข้ามาในสมัยพระเจ้าปราสาททองในยุคนั้นที่ได้เขามาทำการศึกษาเรื่องราวต่างๆเข้ามาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมต่างๆนั่นเอง

นอกจากนี้ในการบันทึกข้อมูลของนายวัน วลิตเขาได้บันทึกเอาไว้ว่าในสมัยนั้นที่พระเจ้าปราสาททองปกครองแผ่นดินเมืองอยู่เขาได้มีความคิดที่จะขยายอาณาเขตออกไปและได้มีความิดที่จะบูรณะสิ่งก่อสร้างเก่าๆขึ้นมาพร้อมกับสิ่งก่อสร้างใหม่ๆไม่ว่าจะเป็นทั้งวัดไม่ว่าจะเป็นปราสาทบ้านเมืองต่างๆนานามากมาย

เนื่องจากนี้ในการที่จะสร้างวัดสร้างโบสถ์หรืออะไรก็แล้วแต่มันจะมีเรื่องของการสร้างเสาหลักของโรคสร้างนั่นอยู่และแน่นอนว่าการสร้างเสาหลักตรงนั้นมันมีเรื่องของความเชื่อของเสาหลักเมืองขึ้นมาเขาก็จะมีการทำพิธีที่คล้ายๆกับเสาหลักเมืองนั่นก็คือเขาจะเกณฑ์คนเข้ามาเพื่อที่จะสังเวยชีวิตเพื่อที่จะสร้างเสาหลักนั่นๆ

ซึ่งในการสร้างสถานที่หนึ่งขึ้นมาอย่างน้อยเขาจะต้องใช้เสาหลักขั่นต่ำ4เสาขึ้นไปและ4เสานี้แน่นอนว่าจะต้องมีการสังเวยชีวิต4คนแน่นอนแต่พระเจ้าปราสาททองเขาไม่ได้ที่จะสร้างสถานที่เดียวแต่เขาต้องการที่จะสร้างเมืองทั้งเมืองหรือต้องการที่จะบูรณะสถานที่เก่าๆให้เฟื่องฟูขึ้นมา

เพราะฉะนั้นแล้วแน่นอนว่ามันจะต้องใช้จำนวนคนไม่ต่ำกว่าหลักร้อยคนหรืออาจจะมากกว่านั้นแน่นอนและเรื่องราวความน่ากลัวตรงนี้มันก็ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านั้นเพราะว่าในยุคความเชื่อของพระเจ้าปราสาททองมันได้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงพิธีกรรมนั่นก็คือการปกติตามบันทึกเขาจะใช้ชื่อว่า นายอิน จันทร์ มั่น คง เขาได้เปลี่ยนตรงนี้กลายม้เป็นผู้หญิงที่เขากำลังท้องลูกอยู่ให้มาทำหน้าที่ตรงนี้แทน

ดังนั้นเขาได้มีความเชื่อกันว่าผู้หญิงที่กำลังท้องอยู่นั้นเมื่อถูกบูชายัญนำไปเป็นวิญญาณแล้วนั้นวิญญาณเหล่านั้นจะมีพลังมากกว่าวิญญาณโดยทั่วไปและจะมีความจงรักภักดีมากกว่าคนทั่วไปนั่นเองและตรงนี้เมื่อได้ฟังดูแล้วมันอาจจะไม่มีเหตุผลเท่าไรแต่อย่างไรก็ตามในความเชื่อในอดีตมันก็คือในอดีต

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  สมัคร sbobet โดยตรง

Continue Reading

ตำนานกุดนางใย 

         สำหรับชื่อกุดนางใยนั้นไม่ได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแต่เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดมหาสารคาม  ตำนานกุดนางใย  โดยชาวบ้านจะใช้แหล่งน้ำที่นี่ในการใช้อุปโภคและบริโภค  ซึ่งแหล่งน้ำนี้มีความสำคัญมาอย่างยาวนานหลายร้อยปีแล้ว และปัจจุบันนี้แหล่งน้ำนี้ก็ยังเป็นแหล่งน้ำที่ชาวบ้านยังคงใช้ในการสัญจรไปมารวมถึงใช้ในการเกษตรกร

           สำหรับแหล่งน้ำที่มีการเรียกชื่อว่ากุดนางใยนี้มีประวัติเก่าแก่มาและมีตำนานเล่าขานถึงการเรียกชื่อแหล่งน้ำแหล่งนี้ว่าเหตุใดชาวบ้านจึงพากันเรียกชื่อที่นี่ว่ากุดนางใย   โดยต้นเหตุของตำนานนี้มาจากนิทานพื้นบ้าน ที่มีการเล่าขานถึงชื่อต้นกำเนิดของแม่น้ำสายนี้ว่าในอดีตนั้นมีครอบครัวหนึ่งซึ่งครอบครัวนี้ประกอบไปด้วยแม่กับลูกชายอยู่อาศัยกันสองคนปลูกบ้านไว้ตรงใกล้กับแหล่งน้ำแห่งนี้  เมื่อเวลาผ่านไปลูกชายโตขึ้นก็ได้แต่งงานมีครอบครัวภรรยามาอยู่อาศัยภายในบ้านหลังดังกล่าวด้วย

         อยู่มาวันหนึ่งลูกชายต้องออกไปขายของในพื้นที่ห่างไกลต้องเดินทางไปหลายวันทำให้บ้านหลังดังกล่าวเหลือแค่แม่ผัวกับลูกสะใภ้อาศัยอยู่ด้วยกันสองคน  ในแต่ละวันทั้งแม่ผัวและลูกสะใภ้ต่างก็ช่วยกันทำงานตกกลางคืนต่างก็แยกย้ายเข้าห้องนอนของตนเอง  ตำนานกุดนางใย  ในแต่ละวันนั้นแม่ผัวมักจะสังเกตเห็นว่าพอตกกลางคืนเมื่อเข้าห้องของตนเองเรียบร้อยแล้วลูกสะใภ้ของตนเองมักจะเรียนทิ้งไว้ตลอดทั้งคืนโดยที่ไม่ยอมดับตะเกียงด้วยความสงสัยว่าลูกสะใภ้ของตนเอง จุดตะเกียงไว้ทำไงอยู่มาคืนนึงจึงได้ทำการแอบดูว่าลูกสะใภ้ทำอะไรภายในห้องนอนของตนเอง

          และเมื่อแม่ผัวได้แอบดูก็เห็นว่าภายในห้องนอนของลูกสะใภ้นั้นเธอเห็นลูกสะใภ้กำลังอาบอากหลังจากนั้นก็สาวเอาใยไหมออกมาจากปากของตัวลูกสะใภ้ทำให้แม่ผัวเกิดความรู้สึกหวาดกลัว คิดว่าลูกสะใภ้ของตนเองนั้นไม่ใช่มนุษย์เป็นภูตผีปีศาจที่แปลงร่างเป็นมนุษย์มา  แม่ผัวจึงได้เข้าไปต่อว่าและด่าทอสร้างความอับอายให้กับลูกสะใภ้จนเธอเสียใจและหนีออกจากบ้านไป

      หลังจากที่ลูกสะใภ้หนีออกจากบ้านไปเธอก็ไปนั่งร้องไห้อยู่ตรงบริเวณริมแม่น้ำดังกล่าวที่ข้างบ้านหลังจากนั้นเธอก็ตัดสินใจกระโดดลงแม่น้ำฆ่าตัวตายเมื่อลูกชายกลับมาไม่เห็นภรรยาของตนเองถามถึงภรรยาของตนเองแม่ก็บอกว่าภรรยาของเขานั้นเป็นปีศาจกลายร่างเป็นมนุษย์มาและเธอได้ไล่ออกจากบ้านไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเห็นว่าไปกระโดดลงแม่น้ำตรงริมคลองข้างบ้านทำให้ลูกชายของเขานั้นเสียใจมากจึงไปนั่งมองแม่น้ำตรงบริเวณข้างบ้านซึ่งแน่นอนว่าในทุกคืนที่สามีมานั่งมองแม่น้ำนั้นเขาก็จะเห็นภรรยาของเขาอยู่ในแม่น้ำและกำลังสาวใยไหมออกจากปากของตนเอง 

       และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาแม่น้ำสายดังกล่าวนั้นก็ถูกชาวบ้านเรียกกันว่ากุดนางใย

 

สนับสนุนโดย.  แจ้งฝาก-ถอน ufabet

Continue Reading

ตำนานต้นกำเนิดของช้างเอราวัณ

        ต้นกำเนิดของช้างเอราวัณ   สำหรับช้างเอราวัณนั้นนับได้ว่าเป็นช้างเก่าแก่ที่มีอายุมานานหลายพันปีว่ากันว่าช้างเอราวัณนั้นถือกำเนิดมาก่อนที่จะมีพระพุทธเจ้าด้วยซ้ำไป  และแน่นอนว่าตำนานเกี่ยวกับช้างอะไรวันนั้นมีมากมายหลายตำนานขึ้นอยู่กับตำนานของประเทศนั้นๆซึ่งสำหรับกำนันที่เราจะมีการพูดถึงนี้จะมีการพูดถึงตำนานของช้างเอราวัณของไทยเราเอง  

       ว่ากันว่าช้างเอราวัณนั้นเป็นช้างของพระอินทร์ ซึ่งได้ประทานพรมาจากพระอิศวรหรือพระศิวะนั่นเอง ว่ากันว่าพระอินทร์นั้นไม่ได้มีเพียงช้างเอราวัณเท่านั้นแต่ยังมีช้างอีกหลายเชือกที่พระองค์ได้ประทานพรมาจากแหล่งอื่นๆอีกมากมายแต่หลายคนมองว่าช้างเอราวัณนี้เองที่เป็นช้างที่พระอินทร์มีความปลอดภัยมากที่สุดในบรรดาช้างทั้งหมดที่พระองค์มีอยู่

      ต้นกำเนิดของช้างเอราวัณ ว่ากันว่าช้างเอราวัณนั้นเป็นช้างที่มีพลังมหาศาลจึงเป็นหัวหน้าของบรรดาช้างทั้งหมดและเนื่องจากว่าเป็นช้างที่มีความเก่งกล้าสามารถและมีพลังเหลือเฟือเมื่อมองต้นกำเนิดของช้างเอราวัณนั้นจึงได้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วช้างเอราวัณนั้นเป็นพี่น้องกับพญาครุฑนั่นแสดงให้เห็นว่าพ่อของช้างเอราวัณนั้นก็คือฤาษีกัสสปะนั้นเอง ฤาษีท่านนี้เป็นทั้งพ่อของพญานาคและพ่อของพญาครุฑรวมถึงยังเป็นพ่อของช้างเอราวัณอีกด้วย

        ลักษณะของช้างเอราวัณในสมัยอินเดียครั้งแรกนั้นเป็นลักษณะของแค่ช้างธรรมดาทั่วไปที่มีสีขาวเกิดเท่านั้นหลังจากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงออกไประบุว่าช้างเอราวัณนั้นมีความใหญ่โตเท่ากับเขาไกรลาส และมีความขาวเผือกหลังจากนั้นก็มีข่าวลือเกี่ยวกับช้างเอราวัณเพิ่มเติมอีกว่าจากเดิมที่ช้างเอราวัณนั้นมีแค่หัวเดียวตอนนี้ก็ระบุว่าแท้ที่จริงแล้วฉันจะรอวันนั้นมีหลายหัวด้วยกันดังนั้นจะเห็นได้ว่าปัจจุบันนั้นรูปปั้นของช้างเอราวัณนั้นก็คือจะมีหลายเสียงเป็นอย่างมาก

       สรุปแล้วในปัจจุบันนี้ได้มีการระบุรูปร่างหน้าตาของช้างเอราวัณว่าช้างเอราวัณนั้นแท้ที่จริงแล้วมีทั้งหมด 37 เสียด้วยกันและแต่ละส่วนนั้นก็จะมีงานอยู่ 7 อันในงานแต่ละอันนั้นก็จะมีดอกบัวอยู่ทั้งหมด7 ดอกและแต่ละดอกนั้นก็จะมีปราสาทภายในดอกบัวนั้น 7 หลังด้วยกัน และในปราสาท 7 หลังนั้นแต่ละหลังก็จะประกอบไปด้วย 7 ชั้นด้วยกันซึ่งภายในปราสาท 7 ชั้นแต่ละชั้นก็จะมี 7 ห้องและแต่ละห้องนั้นก็จะมีเหล่านางฟ้านางสวรรค์อาศัยอยู่ภายในปราสาทแห่งนั้น

         เรียกได้ว่าท้ายที่สุดแล้วต้นกำเนิดของรูปร่างหน้าตาของช้างเอราวัณนั้นปัจจุบันนี้ก็ไม่มีใครสามารถที่จะบอกได้ว่าแท้ที่จริงแล้วช้างเอราวัณนั้นมีรูปร่างหน้าตาอย่างไรซึ่งก็มีการปั้นออกมาเป็นช้างเอราวัณที่มีหลายเศียรอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบันนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย.    gclub สมัครสมาชิก

Continue Reading

ความเชื่อเกี่ยวกับเทพไซอิ๋วของคนจีนมีแต่ละพื้นที่

         หากพูดถึงไซอิ๋ว หลายคนคงคิดถึงภาพที่มีคนมีลักษณะคล้ายกับลิงมีขนปกคลุมตามร่างกายเต็มไปหมด  เทพไซอิ๋วของคนจีน และมีอาวุธเป็นกระบองส่วนหัวนั้นมีรัดเกล้า รัดบริเวณหัวเอาไว้  และเชื่อว่าแล้วแต่เด็กก็ยังรู้จักไซอิ๋วกันเป็นอย่างดีเนื่องจากว่าปัจจุบันนี้เรื่องราวของไซอิ๋วนั้นมีการเผยแพร่อย่างแพร่หลายโดยถูกมาสร้างเป็นภาพยนตร์และละครให้คนได้ชมกันจึงทำให้คนรู้จักไซอิ๋วกันมากขึ้น

         แต่ในความเป็นจริงแล้วคุณรู้หรือไม่ว่าแท้ที่จริงแล้วไซอิ๋วนั้นเป็นเพียงแค่ตัวละครหนึ่งเพียงเท่านั้น  ซึ่งเป็นเพียงแค่การสร้างตัวละครขึ้นมาในโลกนิยายและวรรณกรรมแต่จริงๆแล้วตัวสยิวไม่ได้มีเรื่องราวเกิดขึ้นจริง  ตามหลักฐานจากการบันทึกของพระถังซัมจั๋งที่มีการบันทึกในช่วงที่มีการเดินทางไปแสวงบุญยังชมพูทวีปนั้นรายละเอียดของการบันทึกของพระถังซัมจั๋งไม่ได้มีการบันทึกเรื่องราวของลิงที่ชื่อว่าไซอิ๋วรวมถึงเพื่อนๆของเขาไม่ว่าจะเป็นตือโป๊ยก่าย หรือแม้แต่เจ้ากระทิง ที่เป็นลูกน้องของไซอิ๋วเองก็ไม่มี

         จากบันทึกการเดินทางของพระถังซัมจั๋งนั้นมีการบันทึกการเดินทางเพียงแค่ว่าถ้า 3 ซำจั๋งเดินทางผ่านที่เมืองอะไรประเทศอะไรบ้างกว่าจะไปถึงชมพูทวีปใช้ระยะเวลากี่ปีแต่ไม่มีการบันทึกเพื่อนร่วมทางหรือคนคุ้มครองที่มีลักษณะพิเศษเป็นลิงที่มีอิทธิฤทธิ์หรือแม้แต่หมูและกระทิงที่มีอิทธิฤทธิ์แต่อย่างใด

        และยังมีหลักฐานปรากฏด้วยว่ามีนักแต่งนิยายที่มีการสร้างตัวละครที่ชื่อไซอิ๋วขึ้นมาทำให้ผู้คนในประเทศจีนรู้จักกันอย่างแพร่หลาย  เทพไซอิ๋วของคนจีน  ซึ่งถ้าหากเป็นคนในประเทศจีนในสมัยโบราณโดยเป็นจีนทางตอนเหนือและทางตอนกลางนั้นจะไม่ได้มีการบูชาไซอิ๋วแต่อย่างใด  แต่ถ้าหากเป็นจีนทางตอนใต้นั้นจะมีการบูชารูปปั้นของเทพเจ้าไซอิ๋วซึ่งมีลักษณะคล้ายลิงเนื่องจากว่าคนจีนทางตอนใต้นั้นนับถือลิงเป็นเทพเจ้านั่นเอง

          ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าไซอิ๋วแท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงแค่ตัวละครสมมติตัวหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาหลังจากนั้นเมื่อมีการรู้จักกันแพร่หลายมากยิ่งขึ้นทำให้ตัวละครนี้โด่งดังและกลายเป็นความเชื่อในที่สุดว่าแท้ที่จริงแล้วเทพเจ้าไซอิ๋วนั้นมีอยู่จริงภายหลังจึงได้มีการสร้างรูปปั้นเทพเจ้าไซอิ๋วขึ้นมาเพื่อให้คนเก่าๆนั่นเองแต่ถ้าหากยึดหลักฐานของพระถังซัมจั๋งเมื่อพันกว่าปีมาแล้วสามารถยืนยันตามหลักฐานที่ทางพระถังซัมจั๋งบันทึกข้อมูลเอาไว้ได้เลยว่าในอดีตกาลนั้นไม่มีเทพเจ้าไซอิ๋วอย่างแน่นอน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย.  ufabet ฝากถอน ไม่มีขั้นต่ำ ออโต้

Continue Reading

ตำนาน ศาลนางไม้ เจ้าจอม วัดบางกุ้ง  จังหวัด สมุทรสงคราม 

          ตำนาน ศาลนางไม้  เชื่อว่านักท่องเที่ยวหลายคนคงเคยมีโอกาสเดินทางไปเที่ยวที่จังหวัดสมุทรสงครามกันมาบ้างแล้ว และบางคนอาจจะเคยมีโอกาสเดินทางไปเที่ยวไหว้พระที่วัดบางกุ้งกันด้วย เนื่องจากว่าวัดแห่งนี้ค่อนข้างที่จะมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ชาวบ้านต่างก็เลื่อมใสสัทธาพากันมากราบไหว้พระพุทธรูปและทำบุญไหว้พระกันเป็นประจำทุกวัน 

        อย่างไรก็ตามที่ด่านหลังของวัด  ซึ่งจะอยู่ตรงบริเวณโบสถ์ปรกโพธิ์นั้น มีศาลนางไม้ศักดิ์สิทธิ์อยู่ศาลหนึ่งที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือและเลื่อมใสศัทธาเช่นเดียวกัน โดยศาลแห่งนี้ มีชื่อเรียกว่า ศาลนางไม้เจ้าจอม  วัดบางกุ้ง นั่นเอง   สำหรับศาลแห่งนี้ตามประวัติของการเกิดเป็นศาลนางไม้เจ้าจอมแห่งนี้นั้น ว่ากันว่าเกิดขึ้นมาช่วงปี พ.ศ. 2531  

      ในช่วงปีดังกล่าวนั้นได้มีพระสงฆ์รูปหนึ่งชื่อว่าพระวินัยธร  องอาจอริโย ได้เดินทางออกธุดงค์เดินทางมาถึงที่วัดบางกุ้งแห่งนี้ซึ่งวันที่เดินทางมาถึงนั้นค่อนข้างดึกแล้วพระวินัยธรจึงได้มีการปักกรดและนั่งวิปัสสนากรรมฐานหลังจากนั้นพระวินัยธรก็มีการนิมิตโดยในนิมิตนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งมากราบไหว้หลวงพ่อนิลมณีซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ตรงบริเวณด้านหน้าของโบสถ์ปรกโพธิ์โดยผู้หญิงคนดังกล่าวนั้นแต่งกายด้วยชุดไทยโบราณและพระวินัยธร  องอาจอริโย  ก็นิมิตรเห็นหญิงสาวคนดังกล่าวเป็นประจำทุกวัน 

        ตำนาน ศาลนางไม้ อยู่มาวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ที่เสาคานซึ่งอยู่ตรงบริเวณด้านหน้าของตัวโบสถ์นั้นร่วงลงมาเพราะตกในช่วงเวลากลางคืนพระวินัยธรองอาจอริโยก็นิมิตรเห็นหญิงสาวคนเดิมอีกครั้งหนึ่งแต่ครั้งนี้หญิงสาวคนเดินได้เดินทางมาหาพระวินัยธรพร้อมกับบอกว่าให้เอาเสาข้างที่ร่วงลงมานั้นไปไว้ด้านหลังของอุโบสถและให้ช่วยเอาต้นไม้ที่เป็นเสาคานดังกล่าวสร้างเป็นสารขึ้นมาให้ด้วย

       รุ่งเช้าพระวินัยธรองอาจอริโยก็ได้เล่านิมิตดังกล่าวให้ชาวบ้านที่มาทำบุญฟังหลังจากนั้นชาวบ้านจึงช่วยกันนำเสาคานอันดังกล่าวนั้นไปสร้างเป็นสารไว้ที่หลังโบสถ์ตามที่พระวินัยธรนิมิตว่าหญิงสาวโบราณมาบอกให้ทำซึ่งชาวบ้านนั้นก็ช่วยกันแกะสลักเสาคานท่อนนั้นให้เป็นรูปปั้นผู้หญิงแต่มีลักษณะของการแกะรูปปั้นเป็นแค่รูปหน้าเท่านั้นซึ่งไม่มีแขนและขาหลังจากนั้นก็เอารูปปั้นผู้หญิงใส่ไว้ในศาลเจ้าดังกล่าวแล้วก็มีการตั้งชื่อว่าศาลนางไม้เจ้าจอมนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 

   ซึ่งชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธาศาลนางไม้เจ้าจอม การเป็นอย่างมากเพราะไม่ว่าใครจะมาบนบานขอเอาเรื่องอะไรก็แล้วแต่ก็จะสมหวังทำให้ที่นี่กลายเป็นเศษสถานที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกที่หนึ่งซึ่งอยู่ภายในวัดบางกุ้งนั่นเองซึ่งปัจจุบันศาลนางไม้เจ้าจอมก็ยังคงอยู่ที่เดิมและยังคงมีชาวบ้านที่เลื่อมใสศรัทธาพากันมากราบไหว้ขอพรกันไม่ขาดสาย

 

 

สนับสนุนโดย.  Ufabet เข้าสู่ระบบ

Continue Reading

ตำนานอุโมงค์ ผีสิง คิโยาทากิ 

        อุโมงค์ ผีสิง คิโยาทากิ  เป็นอุโมงค์ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของความหลอน ซึ่งมีการเล่าลือกันมาปากต่อปากตั้งแต่ช่วงในสมัยปีคริสต์ศักราช 1998 โดย อันที่จริงแล้วอุโมงค์แห่งนี้นั้นสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปีคริสต์ศักราช 1929 แล้ว

             และนับตั้งแต่ที่มีการสร้างอุโมงค์แห่งนี้มาทุกคนต่างก็พากันหวาดกลัวไม่ค่อยอยากจะเดินทางมาใช้อุโมงค์แห่งนี้กันมากนักยกเว้นบางคนที่มีความจำเป็นจริงๆที่จะต้องขับรถผ่านเส้นทางนี้จึงจะเข้าไปใช้อุโมงค์นี้โดยในช่วงเวลาแรกๆนั้นอุโมงค์แห่งนี้นั้นผู้คนหวาดกลัวทั้งที่ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรให้น่ากลัวเลยแต่ทุกคนก็กลัวกันเนื่องจากว่าบริเวณที่สร้างอุโมงค์แห่งนี้นั้นเคยเป็นลานประหารชีวิตมาก่อน

            แน่นอนว่าที่นี่เคยมีคนตายมานับไม่ถ้วนดังนั้นอุโมงค์แห่งนี้จึงค่อนข้างที่จะเป็นที่หวาดกลัวของผู้คนที่จะต้องขับรถมาใช้บริการในช่วงเวลายามค่ำคืนนั้นเองเพราะต่างก็กลัวกันว่าหากขับมาแล้วอาจจะเจอกับวิญญาณของคนที่เคยถูกประหารตรงลานประหารแห่งนี้ก็เป็นไปได้แต่อย่างไรก็ตามความน่ากลัวไม่ได้เกิดขึ้นช่วงเวลานี้แต่เกิดขึ้นช่วงหลังปี ค.ศ.  1998  มากกว่า

             เพราะความน่ากลัวนี้เกิดขึ้นเมื่อผู้หญิงคนหนึ่งได้มาฆ่าตัวตายที่บริเวณใกล้กับ อุโมงค์ ผีสิง คิโยาทากิ  แห่งนี้  และนับตั้งแต่มีข่าวเกี่ยวกับหญิงสาวฆ่าตัวตายเผยแพร่ออกไปก็ทำให้ผู้คนที่มาใช้บริการอุโมงค์แห่งนี้ในช่วงเวลายามค่ำคืนนั้นมีเรื่องเล่าต่อๆกันมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเล่าเวลาที่จะมีการใช้อุโมงค์แห่งนี้มักจะมีคนเห็นวิญญาณของหญิงสาวที่มาฆ่าตัวตายแห่งนี้กันเป็นประจำ

           หรือบางคนนั้นก็จะเห็นหญิงสาวนั้นยืนอยู่ภายในอุโมงค์ตรงจุดที่เธอฆ่าตัวตายหรือบางคนนั้นก็อาจจะเห็นเธอจากกระจกส่องหลังของรถแล้วแต่ใครว่าจะเห็นแบบไหนและแน่นอนว่ายังมีเรื่องเล่าเพิ่มเติมอีกด้วยว่าหากมาใช้บริการอุโมงค์แห่งนี้ผู้ที่ขับรถมานั้นก็เห็นว่าไปในอุโมงค์เป็นสีเขียวอย่าเพิ่งขับรถเข้าไปภายในอุโมงค์อย่างเด็ดขาดควรจะปล่อยให้ไฟเปลี่ยนจากสีเขียวและมาเป็นสีแดงก่อน

            หลังจากนั้นก็ปล่อยให้เป็นสีเขียวใหม่อีกครั้งหนึ่งซึ่งถ้าไฟเป็นสีเขียวครั้งที่ 2 เมื่อไหร่สามารถที่จะขับรถเข้าไปในอุโมงค์ได้ทันทีแต่ถ้าใครที่ไฟเป็นสีเขียวในครั้งแรกแล้วรีบขับรถเข้าไปในอุโมงค์แล้วแล้วก็คุณจะโชคดีได้เจอกับผีสาวในอุโมงค์แห่งนี้นั่นเอง  โดยคนญี่ปุ่นเชื่อว่าการที่ไฟในอุโมงค์เป็นสีเขียวตอนแรกนั้น เป็นไฟที่ผีสาวเปิดขึ้นเพื่อต้องการหลอกล่อให้คนขับรถเข้าไปภายในอุโมงค์

 

สนับสนุนโดย  สมัคร sbobet โดยตรง

Continue Reading