ทำไมต้องเข้าใจผลงานทางศิลปะ

ทำไมเราจะต้องเข้าใจในผลงานที่เกี่ยวกับทางด้านของศิลปะด้วยนะ?

ศิลปะมีหลากหลายแขนงมาก เช่น ภาพวาด ภาพถ่าย ภาพยนตร์ ดนตรี นาฏศิลป์ ฯลฯ คราวๆคือศิลปะนั้นถูกแสดงออกและถ่ายทอดออกกมาจากแนวความคิดของผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานนั้นออกมา ในศิลปะแต่ละประเภทจะมีวิธีการแสดงความรู้สึกสื่อความหมายที่แตกต่างกันออกไป ไม่ใช่ว่าเราจะสามารถเข้าใจศิลปะได้ทุกแขนงอย่างลึกซึ้ง อย่างเช่น ภาพยนตร์ เป็นศิลปะที่ผสมผสานหลายแขนงมาไว้รวมกัน

ทั้งทางมุมภาพจิตรกรรม บทแสดงทางด้านวรรณกรรม รวมไปถึงเสียงประกอบที่มาจากด้านของดนตรี หากใครที่ไม่ได้มีแนวคิดที่จะศึกษาศิลปะ การรับชมภาพยนตร์นั้นจะเป็นเพียงแค่การได้รับความสุข ความผ่อนคลายเท่านั้น แต่ในสำหรับคนที่ต้องการหาองค์ประกอบทางศิลป์ในภาพยนตร์นั้นจะมีแนวคิดขึ้นมาหลากหลายอย่าง

การวิเคราะห์คำพูดของตัวละคร

การวิเคราะห์ความหมายของมุมภาพ สีของภาพ และเพลงประกอบที่นำมาใช้ ว่าสิ่งเหล่านี้นั้นมีความเชื่อมโยงหรือสอดคล้องกันอย่างไรบ้าง หรือแม้กระทั่งงานนาฏศิลป์ ที่เห็นได้อย่างชัดเจนนั้นก็ การรำด้วยทวงท่าต่างๆ นั้นไม่ใช่เพียงท่าทางที่สวยงามเท่านั้น แต่ท่ารำในศิลปะแขนงนาฏศิลป์นั้นมีความหมายทั้งสิ้น การเลือกท่าทางมาใช้นั้นก็จะขึ้นกับเพลงที่นำมาใช้ในการแสดงอีกที ว่าบทเพลงนั้นต้องจะสื่อสารหรือเล่าอะไรให้ผู้ได้รับรู้ นอกจากนี้ยังมีการแต่งกายที่สวยงาม หากบอกผิวเผินไม่ได้ใส่ใจก็คงจะมองว่าแค่สวยเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วการแต่งกายนั้นก็แฝงไปด้วยงานศิลปะ

การเลือกสีมาใช้

การเลือกลายที่ปักลงในเนื้อผ้านั้นก็มีความหมายอีกเช่นเดียวกัน เพราะเช่นนั้นหากเรามีการเรียนรู้และการทำความเข้าใจในผลงานทางศิลปะแต่ละชนิดนั้น จะทำให้ตัวเราเองเป็นคนที่ช่างสังเกต กล้าคิดกล้าทดลอง รู้จักการใช้เหตุผลและหลักการในการวิเคราะห์แยกแยะ หลายคนอาจจะตั้งคำว่า แล้วทำอย่างไร ถึงจะสามารถวิเคราะห์งานศิลปะได้

อันดับแรกคุณต้องทำการค้นหาตัวของคุณเองก่อนว่า คุณมีความสนใจศิลปะในด้านไหน แล้วลองไปเสพหรือดูผลงานของศิลปะด้านนั้น เช่น ชอบศิลปะด้านภาพวาด คุณลองไปพิพิธภัณฑ์ศิลปะหรือหอศิลป์ ที่รวบรวมผลงานศิลปะเอาไว้หลากหลายแบบ รวมถึงภาพวาด ภาพวาดทุกภาพจะมีคำอธิบายให้คุณได้อ่านและทำความเข้าใจ

แต่ถ้าหากคุณอยากจะเข้าใจมันด้วยตัวเอง ก็แค่ลองยืนมองดูภาพนานขึ้นมาหน่อย เพราะปกติแล้วคนทั่วไปดูแล้วเดินผ่านไปเลย หลังจากนั้นคุณก็พยายามมองให้ทั่วภาพ และลองนำมาคิดวิเคราะห์ถึงลายเส้น สีที่ใช้ในการสร้างผลงาน แล้วคุณค่อยเข้าไปอ่านคำอธิบายของภาพๆนั้น ไม่ว่าผลจะเป็นจะเป็นเช่นไรนั้นไม่มีความผิด ถึงแม้ว่าเราจะเห็นภาพนั้นมีความหมายไม่ตรงกับคำอธิบายของภาพที่แท้จริง นั้นเท่ากับว่าคุณได้ทำการฝึกที่จะสังเกตและวิเคราะห์มันโดยใช้จินตนาการแล้ว หากทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆเชื่อเถอะว่าคุณจะสามารถวิเคราะห์มันได้อย่างถูกต้อง แนวความคิดนี้สามารถใช้ได้กับศิลปะทุกแขนงเช่นเดียว

 

 

ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก ทดลองเล่นบาคาร่าออนไลน์ฟรี

Continue Reading

ประวัติของขุนโจรเสือจำเรียง

เรื่องขุนโจน5นัดเสือจำเรียงปางมณีเรื่องมันก็เริ่มมาจากปี2499

คืนวันที่10ธันวาคม2499ได้เกิดเหตุมีการปล้นขึ้นที่บางแคก่อนที่จะปล้นได้ยิงปืนขึ้นฟ้า5นัดและได้ยิงเจ้าของบ้านที่เป็นเจ้าของทรัพย์จากนั้นก่อนกลับก็ได้ยิงขึ้นฟ้าอีก5นัด ตำรวจได้เข้าตรวจสอบพบปลอกกระสุนปืนเหมือนกันกับตำรวจและได้คาดการว่าหน้าจะเป็นของเสือจำเรียง ปางมณี จากนั้นข่าวก็ได้ดังไปทั่วทำให้พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์

นั้นนั่งไม่ติดโต๊ะทำงานและได้ให้คำขวัญแก่ลูกน้อว่า ไม่มีอะไรที่อยู่ใต้แสงอาทิต ที่ตำรวจไทยทำไม่ได้จากนั้นก็ได้สั่งการให้ตำรวจท้องที่ออกจับตัวนายเรียงได้ออกสืบหาตามที่ต่างๆ

โดยเฉพาะบ้านพ่อกับแม่เขาที่บางใหญ่จังหวัดนนทบุรีซึ่งก็ไม่เจอแม้แต่ลอยต่อมาสายสืบได้ส่งข่าวมาว่าเสือจำเรียงนั้นได้หลบไปซ้อนตัวที่กระท้อมกลางสวนลึกอยู่แถวๆ ตำบนหัวกระบือ อำเภอบางขุนเทียนซึ่งเป็นบ้านของญาติเสือเรียงและได้อาศัยอยู่มาตั้งแต่เด็กๆจากนั้นตำรวจก็ได้ยกกำลังมาจับ100กว่านายและได้ยิงต่อสู้กันจนทำให้ตำรวจนั้นตายไปหลายนายและการยิงต่อสู้นั้นไม่ถูกเสือจำเรียงเลยสักนัดที่หนักไปกว่านั้น หลวงพ่อเต๋ คงทองแห่งวัดสามง่ามจ.นครปฐมได้กล่าวว่าเสือจำเรียงนั้นหายตัวได้

ต่อมาเมื่อถึงวันที่16กุมภาพันธ์ได้รับคำกับตำรวจว่าจะมอบตัว

แต่ทันใดนั้นเสือเรียงไม่มาตามนัดตำรวจนั้นจึงโดนเสือเรียงหรอกและได้หนีรอดไปได้ตำรวจพาสืบอยู่นานจนได้ข่าวมาว่าพบเสือเรียงหลบอยู่ในสวนลึกในพระประแดงและได้มีทหารเรือหลบซ้อนอยู่ด้วยจากนั้นเสือจำเรียงก็ได้ย้อนกลับมาที่บางแม่นาง บางใหญ่ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของพ่อและแม่ของเสือจำเรียงและได้มาล้างแค้นกับนายกลิ่นที่ไม่ยอมแบ่งที่ดินให้กับเมียของตัวเองซึ่งทางโบราณที่มีประวัติเกี่ยวกับข้อมูลเหล่านี้ถือว่าเป็นเรื่องจริงและถูกจดบันทึกถึงเหตุการณ์ต่างๆได้เป็นอย่างดี

ทำให้เรื่องเหล่าถูกล่าวขาลมาอย่างยาวนานและไม่ว่าจะเป็นประวัติของใครที่มีการจดบันทึกไว้เพื่อเป็นการทำให้ทราบถึงที่มาที่ไปของพวกเขาเหล่านั้นในบางคนอาจจะมีส่วนดีอยู่มากเหมือนกันแต่เหตุการณ์ก็ทำให้พวกเขานั้นต้องตกไปอยู่กับเหตุการณ์ที่บังคับให้พวกเขาต้องร้ายกาจตอย่างที่ประวัติได้ทำการจดบันทึกเอาไว้ และไม่ว่าการเลื่องลือกับเหตุการณ์ต่างๆที่เราได้ยินมาจะจริงหรือไม่ก็ถือว่าเป็นเรื่องเล่าขาลมาแต่นมนานอย่าได้นำมาเป็นแบบอย่างกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันก็พอ

 

เรื่องที่น่าสนใจโดย คาสิโนออนไลน์ฝากขั้นต่ำ 100

Continue Reading

Fujicolor C200 หนึ่งในฟิล์มที่มือใหม่ควรหามาลอง

หนึ่งในฟิล์มเริ่มต้นที่เหล่ามือใหม่ที่สนใจจะเล่นฟิล์มควรหามาลองกัน

ซึ่งฟิล์มของค่ายนี้จากชื่อคงรู้กันดีว่าเป็นฟิล์มแบรนด์ญี่ปุ่น ที่เรียกได้ว่าโด่งดังที่สุดแล้วล่ะ ทำออกมาได้ไม่แพ้ค่ายต่างๆของประเทศตะวันตกกันเลย บางท่านจะรู้สึกว่าชอบมากว่าฟิล์มของทางตะวันตกด้วยซ้ำ นั้นอาจเป็นเพราะว่าญี่ปุ่นก็อยู่แทบเอเชีย สีอาจจะตรงใจคนไทยมากกว่า แต่นั้นก็ไม่เสมอไปหรอก สำหรับผม ผมยังชอบแนวติดเหลืองของ Kodak มากกว่า แล้วแต่สไตล์คนจริงๆเรื่องฟิล์ม มาบอกว่าตัวไหนดีกว่าตัวไหนไม่ได้หรอก

ฟิล์มตัวนี้เป็น ตัวที่เรียกว่าเป็นพื้นฐานที่สุดของค่าย Fujicolor แล้วก็เป็นคู่แข่งสำคัญของ Kodak Colorplus ซึ่งทั้งสองตัวนี้ถือว่าให้รายละเอียดที่ใกล้เคียงกันมาก จะแตกต่างที่โทนสีของ Fujcolor c200 นั้นจะติดเขียว นั้นทำให้ภาพที่ได้จะเป็นอารมณ์เย็นๆมากว่าฟิล์มโทนติดเหลืองนั้นเอง ถ่ายในร้านกาแฟ หรือ ป่า น่ะ ได้อารมณ์ชิวๆเป็นอย่างดีเลย ค่า ISO ก็ได้ 200 เท่ากับคู่แข่งเขา ซึ่งถือว่า ISO 200

นี่เป็นความไวแสงพื้นฐานของการถ่ายภาพสมัยนี้เลยก็ว่าได้ แล้วค่ายนี้ก็มีอะไรที่รู้สึกว่าจะดีกว่าค่ายตะวันตกตรงที่ หลายๆครั้งถ้าใส่ฟิล์มดีๆจะถ่ายภาพได้มากกว่าหนึ่งภาพทำให้เหมือนได้กำไรมาหนึ่งรูปนั้นเอง

อันนี้ไม่รู้ว่าผมรู้สึกไปเองรึปล่าวนะ แต่ก็นะถึงแม้ว่าจะเป็นฟิล์มที่มีคุณภาพเท่ากับ Colorplus ก็จริงแต่ราคากลับสูงกว่าทำให้คนไปเล่น Colorplus ซะมากกว่า สำหรับคนที่ไม่ชอบติดเหลือง ยังไงๆก็คงปักใจกับฟิล์มค่ายนี้มากกว่า

ฟิล์มแต่ละตัวนั้นมีโทนสีและความละเอียดแตกต่างกันควรเลือกใช้ให้ตรงกับความชอบแล้วก็ตรงกับที่ๆเราจะไปถ่าย

อย่างเช่นการไปถ่ายช่วงแสงตอนเย็นที่แสงสาดเป็นสีเหลืองทอง ถ้าเกิดเลือกใช้ฟิล์ม Kodak Colorplus ก็อย่างทำให้เหลืองเกินไป เป็นต้น ดังนั้นอย่างที่กล่าวไปว่า การเลือกฟิล์มจะมาถามคนนู้นคนนี่ว่าตัวไหนดี คงตอบยาก อาจจะตอบได้เพียงว่าตัวนี้เหมาะกับถ่ายระดับไหน เท่านั้น แล้ว Fujicolor C200 ตัวนี้ ก็เหมาะกับถ่ายทั่วๆไปในทุกๆโอกาสนั้นเอง

 

 

สนับสนุนบทความโดย แทงมวยสด

Continue Reading